ประกันสังคม ตั้ง “กองทวงหนี้นายจ้าง” เหตุ ไม่รู้หน้าที่ส่งเงินสมทบเข้ากองทุน เชื่อ 1 เดือนรู้ตัวเลขชัด ยัน ผู้ประกันตนที่ถูกหักเงิน สิทธิไม่ขาด แต่สปส.ต้องแบกรับหนี้
เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม ที่สำนักงานประกันสังคม (สปส.) นายบุญสงค์ ทัพชัยยุทธ์ เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าว “มติชน” ภายหลังเป็นประธานเปิด “กองบริหารจัดการเงินค้างชำระ” ว่า ตามที่นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้มีนโยบายให้กองทุนประกันสังคม จัดการปัญหาเรื่องการค้างจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนฯ จากนายจ้าง ซึ่งเป็นหน้าที่สำคัญของนายจ้าง ให้ลูกจ้างที่เป็นผู้ประกันตนได้รับสิทธิประโยชน์ตามกฎหมาย จึงเป็นที่มาของการจัดตั้งกองบริหารจัดการเงินค้างชำระ เกิดจากวัตถุประสงค์ 3 ประการ คือ 1.นายจ้างค้างชำระการส่งเงินสมทบ ไม่ได้ส่งเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมอย่างต่อเนื่อง หรือจ่ายเงินสมทบขาดช่วง และทาง สปส. เองก็ไม่มีระบบการแจ้งเตือน ทำให้เป็นดินพอกหางหมูทั่วประเทศ 2.เดิม สปส. ไม่มีระบบประมวลข้อมูลเงินค้างชำระในภาพรวมของกองทุนฯ จึงไม่มีข้อมูลให้กับผู้บริหารได้ตัดสินใจแก้ปัญหา และ 3.สปส. ไม่ระบบติดตามทวงหนี้อย่างต่อเนื่อง ทำให้เงินสมทบของนายจ้างค้างชำระอย่างต่อเนื่อง แม้จะไม่มาก แต่ก็ไม่เหมาะสม เพราะเมื่อมีเงินค้างชำระก็จะไม่สามารถบริหารกองทุนฯ หรือจัดสิทธิประโยชน์ของผู้ประกันตนได้อย่างเหมาะสม
นายบุญสงค์กล่าวว่า นอกจากนั้น ยังมีกรณีที่นายจ้างได้เรียกเก็บเงินสมทบในส่วนของลูกจ้างที่เป็นผู้ประกันตนมาแล้ว แต่ไม่ได้นำเงินส่วนนั้นมาส่งให้กับกองทุนฯ ยืนยันว่าถ้าตรวจสอบได้ว่าลูกจ้างถูกตัดเงินประกันสังคมจริง สิทธิประโยชน์ของผู้ประกันตนยังคงอยู่ ซึ่งตรงนี้ทำให้กองทุนประกันสังคมต้องแบกรับหนี้แทนนายจ้าง จึงต้องมีการบริหารจัดการให้ถูกต้อง
“จึงมีการตั้งหน่วยงานเฉพาะแทนที่จะมีการทำเป็นครั้งคราว เพื่อนำข้อมูลมาประมวล วางแอคชั่นแพลน (Action plan) หรือวางไทม์ไลน์ แนวทางในการแก้ปัญหา โดยเจ้าหน้าที่ในกองบริหารจัดการเงินค้างชำระที่ตั้งขึ้นมา ก็จะสามารถติดตามหนี้จากนายจ้าง เพื่อนำเงินสมทบเข้าสู่กองทุนประกันสังคมได้ เพราะมีความสำคัญกับการพัฒนาการให้บริการของผู้ประกันตนในสิทธิประโยชน์ทั้ง 7 กรณี ได้แก่ เจ็บป่วย ทุพพลภาพ คลอดบุตร สงเคราะห์บุตร ว่างงาน ชราภาพ และเสียชีวิต” นายบุญสงค์กล่าว
เมื่อถามว่านายจ้างค้างส่งเงินสมทบเข้ากองทุนฯ เยอะแค่ไหน นายบุญสงค์กล่าวว่า เนื่องด้วย สปส. ยังไม่มีระบบการวิเคราะห์ข้อมูลดังกล่าว จึงไม่มีตัวเลขเงินค้างชำระที่ผ่านมา แต่ว่าตนได้มอบหมายให้กองบริหารจัดการเงินค้างชำระเร่งดำเนินการประมวลข้อมูลภายใน 1 เดือน คาดว่าจะได้เห็นตัวเลขต่าง ๆ ที่ชัดเจนและถูกต้อง จากนั้นก็จะมีไทม์ไลน์ในการทำงาน เมื่อถึงสิ้นปีนี้ ตนก็จะประเมินผลการทำงานต่อไป
ถามถึงข้อสังเกตว่าประกันสังคมกำลังถังแตก มีความเกี่ยวข้องกันอย่างไร นายบุญสงค์กล่าวว่า ไม่มีความเกี่ยวข้องกันเลย เพราะเรื่องนี้เป็นเงินสมทบที่หน้าจ้าง และผู้ประกันตนต้องส่งเงินสมทบเข้ากองทุนฯ ตามกฎหมายอยู่แล้ว ไม่เกี่ยวกับเรื่องถังแตก หรือล้มละลายแต่อย่างใด ทั้งนี้ การเร่งรัดการจ่ายเงินสมทบของนายจ้าง ก็จะช่วยแก้ปัญหาสิทธิประโยชน์ผู้ประกันตนของลูกจ้างที่อาจจะขาดไป เพราะไม่ได้ส่งเงินสมทบเข้ากองทุนฯ
“บางครั้งนายจ้างไม่รู้ถึงหน้าที่ของตัวเอง แม้ว่าจะมีการขึ้นทะเบียนลูกจ้าง เป็นผู้ประกันตนแล้ว แต่ไม่มีการปฏิบัติตามกฎหมายอย่างต่อเนื่อง ก็ทำให้ลูกจ้างไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ นายจ้างก็ไม่รู้ว่าหน้าที่ของตัวเองมีอะไรบ้าง เพราะบางบริษัทก็จ้างฝ่ายบัญชีมาทำ” นายบุญสงค์กล่าว
ด้าน นางนิยดา เสนีย์มโนมัย โฆษกสำนักงานประกันสังคม กล่าวว่า สำหรับกรณีที่นายจ้างเรียกเก็บเงินจากลูกจ้างมาแล้ว แต่ไม่ส่งเข้ามาที่กองทุนประกันสังคม ทำให้เกิดข้อเรียกร้องจากลูกจ้างอยู่บ่อยครั้ง แต่ถ้าพิสูจน์ว่าลูกจ้างถูกหักเงินจริง สิทธิประโยชน์ของผู้ประกันตนก็ยังคงอยู่เช่นเดิม ไม่หายไปไหน ทั้งนี้ ยอดค้างชำระกรณีที่นายจ้างไม่ส่งเงินสมทบเข้าทุน ยังไม่มีตัวเลขที่ชัดเจน ซึ่งทางกองบริหารจัดการเงินค้างชำระจะดำเนินการประมวลข้อมูลต่อไป อย่างไรก็ตาม ตามกฎหมายหากนายจ้างไม่ส่งเงินสมทบเข้ากองทุนฯ ก็จะมีการติดตามทวงถาม และมีดอกเบี้ยที่เป็นค่าปรับอยู่ที่ร้อยละ 2 ของเงินที่ค้างชำระ แต่ต้องไม่เกินเงินต้นทั้งหมด นอกจากนั้นทางประกันสังคมก็สามารถเรียกเก็บเงินสมทบย้อนหลังได้ ถ้านายจ้างไม่ยอมส่ง ก็จะเข้าสู่การดำเนินคดียึดทรัพย์ต่อไป
“ยืนยันว่าการที่นายจ้างหักเงินสมทบจากลูกจ้างแล้วแต่ไม่ส่งมาที่กองทุนฯ ก็จะไม่กระทบสิทธิของลูกจ้าง เพราะเขายังมีการนำส่งเงินสมทบและยังมีสถานะของการเป็นลูกจ้างอยู่” นางนิยดากล่าว

