บิ๊กโจ๊ก ยังต้องลุ้น ก.พ.ค.ตร.คาดเสร็จสัปดาห์หน้า ชี้ข่าวลือมติ 6:0 ตอบไม่ได้จริงหรือไม่

1.08.24 | 16:47 น.
แฟ้มภาพ

ผลชี้ชะตา ‘บิ๊กโจ๊ก’ คาดเสร็จสัปดาห์หน้า ส่วนจะส่งให้นายกฯทูลเกล้าฯเลยหรือไม่ ขึ้นอยู่กับการประสานของหน่วยงาน

เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 1 สิงหาคม ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พล.ต.ท.อนุชา รมยะนันทน์ ผู้บัญชาการสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ในฐานะผู้ช่วยเลขานุการคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมข้าราชการตำรวจ (ก.พ.ค.ตร.) เปิดเผยความคืบหน้ากรณีที่ทางคณะกรรมการ กรณีพิจารณาวินิจฉัยอุทรณ์ร้องทุกข์ของ พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ หักพาล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) ที่ถูกให้ออกจากราชการไว้ก่อน โดย พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ รอง ผบ.ตร. โดยเซ็นคำสั่งขณะนั่งรักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เห็นชอบหรือไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ในช่วงบ่ายวันนี้

พล.ต.ท.อนุชากล่าวว่า วันนี้จะยังไม่ทราบผลการวินิฉัยว่าคำสั่งให้ออกจากราชการไว้การไว้ก่อนของพล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ โดย พล.ต.อ.กิตติ์รัฐนั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ซึ่งจากการประชุมของคณะกรรมการในเมื่อวันที่ 30 ก.ค.ที่ผ่านมาก็พิจารณาทันทีที่หลังจากที่มีการเรียกคู่กรณีทั้ง 2 มาแถลงด้วยวาจาจนแล้วเสร็จ และได้มีการมาพิจารณาต่อในวันนี้

พล.ต.ท.อนุชากล่าวว่า เมื่อสักครู่ตนได้สอบถามทางที่ประชุมโดยไม่ได้ทราบรายละเอียดของเนื้อหาการประชุมเพื่อความรอบคอบ เนื่องจากเอกสารเอกสารในการพิจารณาเรื่องนี้มีกว่า 1,000 แผ่น บวกกับข้อมูลที่มีการยื่นเอกสารเพิ่มเติมเมื่อวันที่ 30 ก.ค.ที่ผ่านมา ถึงแม้ว่าจะมีเป็นข้อมูลที่ได้ว่ากล่าวกันมาแล้ว แต่ก็ต้องมาทวนทั้งหมด รวมทั้งข้อมูลในการแถลงด้วยวาจาเมื่อวันที่ 30 ก.ค. ซึ่งใช้เวลากว่า 2 ชั่วโมง โดยจะต้องใช้ความรอบคอบในการพิจารณา เชื่อว่าในวันนี้ไม่น่าที่จะเสร็จสิ้น คาดว่าจะเป็นในส่วนสัปดาห์หน้า

ส่วนที่มีกระแสข่าวเรื่องมติ 6:0 เห็นว่าคำสั่งดังกล่าวชอบด้วยกฎหมายแล้วนั้น พล.ต.ท.อนุชากล่าวว่า การประชุมของคณะกรรมการเป็นการประชุมลับ ความชัดเจนทั้งหมดอยู่ที่คณะกรรมการ ซึ่งตอนนี้ยังไม่มีมติอะไรออกมา คาดว่าเป็นแค่การนำเสนอข่าวของสื่อมวลชน หรือบุคคลที่ยังไม่ได้รับการยืนยัน โดยส่วนตัวตอบไม่ได้ว่ามติดังกล่าวจริงหรือไม่เพราะตัวเองไม่ได้อยู่ในชุดคณะกรรมการพิจารณา แต่ยืนยันว่าคณะกรรมการไม่ได้มีความกดดันหลังจากเห็นกระแสข่าวเรื่องมติ ตอนนี้ก็ยังเห็นประชุมกันตามปกติ

Advertisement
พล.ต.ท.อนุชา รมยะนันทน์

เมื่อถามว่า หากผลการพิจารณาพบว่าคำสั่งไม่ชอบด้วยกฎหมาย พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ ในฐานะผู้เซ็นคำสั่งจะต้องรับผิดชอบอย่างไรหรือไม่ พล.ต.ท.อนุชากล่าวว่า ทางปกครอง หากคำสั่งไม่ชอบด้วยกฎหมายก็ต้องเพิกถอนหรือเปลี่ยนแปลงคำสั่ง ส่วนเรื่องความรับผิดชอบอื่นๆ ว่าผู้ที่เซ็นคำสั่งจะเข้าข่ายความผิดคดีอาญาหรือไม่อย่างไรก็ต้องตรวจสอบต่อไป

ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า หลังจากมีการหลักพิจารณาเรื่องนี้แล้วเสร็จ จะต้องส่งต่อให้สำนักนายกรัฐมนตรีหรือไม่ พล.ต.ท.อนุชากล่าวว่า ขึ้นอยู่กับหน่วยงานราชการต่างๆ ว่ามีเอกสารขอผลการพิจารณาเข้ามายัง ตร.หรือไม่ เช่นเดียวกับเรื่องคำวินิจฉัย หากเป็นที่สิ้นสุด พบว่าคำสั่งชอบด้วยกฎหมาย นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี สามารถนำไปทูลเกล้าฯได้เลยหรือไม่นั่น ก็อยู่ที่การพิจารณาของหน่วยราชการที่รับผิดชอบ

“ท้ายที่สุดหากคำสั่งมิชอบด้วยกฎหมายก็ถือว่าคำอุทธรณ์ของ พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ฟังไม่ขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม หากมองว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมก็สามารถใช้สิทธิทางศาลต่อได้” พล.ต.ท.อนุชากล่าว

พล.ต.ท.อนุชากล่าวทิ้งท้ายว่า หากมติการพิจารณาของคณะกรรมการเสียงเท่ากัน คำสั่งระหว่างชอบด้วยกฎหมายและไม่ชอบด้วยกฎหมาย ประธานคณะกรรมการก็ต้องออกเสียงเพิ่มอีกหนึ่งเสียง แต่ยืนยันว่าคณะกรรมการจะพิจารณาอย่างถูกต้อง ไม่มีการแทรกแซง เพราะผู้พิจารณาเป็นข้าราชการระดับสูงและผู้ทรงคุณวุฒิทั้งสิ้น

ขณะที่ นายธวัชชัย ไทยเขียว คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมข้าราชการตำรวจ (ก.พ.ค.ตร.) โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวว่า #กำหนดวันจัดทำคำวินิจฉัยแล้วเสร็จและจัดส่งคำวินิจฉัยให้คู่กรณี

วันนี้ วันพฤหัสบดีที่ 1 สิงหาคม 2567 เวลา 13:30 น . คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมข้าราชการตำรวจ (ก.พ.ค.ตร.) ได้นัดประชุมพิจารณาสำนวนอุทธรณ์คำสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน ระหว่าง พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล กับผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ต่อเนื่อง

นายสมรรถชัย วิศาลาภรณ์ ประธาน ก.พ.ค.ตร. ได้เรียกประชุม ก.พ.ค.ตร. พิจารณาสำนวนอุทธรณ์ต่อเนื่อง โดยมีกรรมการเข้าร่วมประชุมครบจำนวน 6 ทุกท่าน

ด้วยปรากฏว่า คู่กรณีได้ยื่นคำแถลงเป็นหนังสือมากกว่า 290 หน้า และแถลงด้วยวาจาต่อ ก.พ.ค.ตร.มากกว่า 2 ชั่วโมง ร่วมกับคำอุทธรณ์ คำแก้อุทธรณ์ คำชี้แจง และพยานหลักฐานอื่นที่ ก.พ.ค.ตร. ได้มาจากการแสวงหาข้อเท็จจริงไว้ก่อนหน้านี้กว่า 300 หน้า

ดังนั้น เมื่อดูข้อมูลทั้งหมดแล้ว เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่คู่กรณี ก.พ.ค.ตร.จึงต้องพิจารณาและวินิจฉัยด้วยความรอบคอบ เพื่อให้เป็นไปตามข้อกฎหมายและข้อเท็จจริง

ฉะนั้น ก.พ.ค.ตร.จึงเห็นว่า สำนวนนี้จะสามารถพิจารณาและจัดทำวินิจฉัย พร้อมจัดส่งคำวินิจฉัยไปให้คู่กรณีทั้งสองฝ่ายทราบตามที่อยู่ที่คู่กรณีแต่ละฝ่ายได้แจ้งไว้ต่อ ก.พ.ค.ตร. ได้ภายในสัปดาห์หน้า

จึงเรียนมาเพื่อทราบ