วันที่ 21 กุมภาพันธ์ ที่สำนักงานอัยการ จ.เชียงราย กลุ่มพ่อแม่ผู้ปกครองนักเรียนซึ่งเป็นผู้เสียหายจากเหตุการณ์ไฟไหม้บ้านพักนักเรียนของโรงเรียนพิทักษ์เกียรติวิทยา อ.เวียงป่าเป้า จ.เชียงราย มูลนิธิพันธกิจสุขสันต์ (องค์กรสาธารณประโยชน์) เลขที่ 9 หมู่ 11 ต.เวียง อ.เวียงป่าเป้า เหตุเกิดวันที่ 23 พฤษภาคม 2559 ที่ผ่านมาจนเป็นเหตุให้มีเด็กหญิงเป็นนักเรียนอายุ 5-12 ปี เสียชีวิตจำนวน 17 ศพ บาดเจ็บ 5 ราย ได้เข้าพบนายเฉลิมเกียรติ ไชยวรรณ อัยการ จ.เชียงราย เพื่อสอบถามกรณีกลางเดือนกันยายนได้เข้าร้องทุกข์ต่ออัยการเพื่อขอให้ตรวจสอบข้อสงสัยในสำนวนกรณีพนักงานสอบสวนและกองพิสูจน์หลักฐานสรุปสาเหตุของการเกิดไฟไหม้ดังกล่าวว่ามาจากขั้วหลอดไฟฟ้าฟลูออเรสเซนต์ยาวหลอมละลายตรงข้อต่อหลวมหรือ Loose contact แล้วหยดลงกองเสื้อผ้าตรงชั้นล่างของบ้านพัก
โดยอัยการ จ.เชียงราย ได้สรุปผลว่าภายหลังได้รับเรื่องจากชาวบ้านก็ได้ตั้งองค์คณะดำเนินการ และได้สอบปากคำผู้เชี่ยวชาญด้านไฟฟ้าซึ่งเป็นอาจารย์จากสถาบันการศึกษาที่เกี่ยวข้องกับด้านเทคนิคไฟฟ้าแห่งหนึ่งแล้วได้ข้อสรุปว่ากรณีหลอดไฟชนิดนี้มีการเปิดกระแสไฟฟ้าทิ้งไว้แล้วมีฝุ่นหรือเศษวัสดุ เช่น หยากไย่แมงมุม ฯลฯ ไปเกาะตรงขั้วหลอดที่เป็นพลาสติกที่มีความร้อนสามารถทำให้เกิดการลุกไหม้และหลอมละลายได้ ซึ่งโอกาสที่จะเกิดขึ้นนั้นน้อยมากแต่เมื่อตรวจสอบจากหลักฐานและพยานอื่นๆ แล้วก็ไม่มีข้อมูลบ่งชี้ให้สรุปสำนวนไปในทิศทางอื่นได้ ทางอัยการจึงได้สรุปว่ากรณีนี้เป็นอุบัติเหตุที่ไม่มีผู้ใดทำให้เกิดขึ้นและไม่มีหลักฐานและพยานที่จะทำให้มีผู้ต้องหาตาม ป.วิอาญา มาตรา 150 และ ม.156 จึงได้ส่งรายงานถึงอธิบดีอัยการภาค 5 และส่งสรุปสำนวนต่อผู้ว่าราชการ จ.เชียงราย เพื่อพิจารณาแล้วซึ่งหากมีความเห็นตรงตามสำนวนก็ถือว่ากระบวนการสิ้นสุดโดยไม่ต้องส่งต่อศาล
อย่างไรก็ตาม นายเฉลิมเกียรติกล่าวว่า หากผู้ร้องยังประสงค์จะดำเนินการต่อกฎหมายก็เปิดช่องให้ฟ้องร้องเองได้ แต่คงต้องไปปรึกษาฝ่ายกฎหมายให้ละเอียดรอบคอบ และหากประสงค์จะได้ข้อมูลจากสำนวนที่ผ่านมาก็สามารถขอทางอัยการได้ตามพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสาร ซึ่งหากสามารถให้ส่วนใดได้ก็จะมอบให้แต่ะหากให้ไม่ได้ก็ต้องให้มีหมายเรียกจากศาลต่อไป
ด้านนายจารุเกียรติ ผาด่าน หนึ่งในผู้ปกครองนักเรียนที่บุตรสาวเสียชีวิตในคดีนี้ระบุว่าแม้อัยการจะสรุปตามการวิเคราะห์ของตำรวจแต่ตนยังคงติดใจไม่เชื่อว่าจะเกิดจากขั้วหลอดไฟหลอมละลาย แต่ยังไม่หลักฐานไปพิสูจน์ และอยากให้มีผู้รับผิดชอบต่อกรณีที่เกิดขึ้น จึงเตรียมที่จะมีการฟ้องเรื่องความประมาทในการดูแลสถานที่ซึ่งมีบุคลากรไม่เพียงพอ อาคารสถานที่ก็ผิดระเบียบ เพราะคดีลักษณะมีความสูญเสียต่อชีวิตเป็นจำนวนมากแต่เวลาผ่านไปเกือบปีแล้วยังไม่มีใครรับผิดชอบต่อเรื่องที่เกิดขึ้น
ขณะที่ นายสมชาติ พิพัฒน์ธนาดล หัวหน้าสำนักงานกฎหมายเพื่อพิทักษ์สิทธิ มูลนิธิกระจกเงา ซึ่งเดินทางไปพร้อมกับกลุ่มผู้ปกครอง กล่าวว่า ทางผู้ปกครองจำนวนหนึ่งได้ปรึกษาหารือกันแล้วตกลงกันว่าจะฟ้องร้องทั้งทางคดีอาญาและแพ่ง โดยบางส่วนจะฟ้องเฉพาะทางอาญาและบางส่วนจะฟ้องทั้ง 2 ทาง โดยมุ่งประเด็นไปที่เรื่องความประมาท การขาดความระมัดระวัง การจัดระบบรักษาความปลอดภัย การจัดบุคลากรดูแลเด็กให้เพียงพอ และกรณีบ้านพักที่เกิดมีข้อมูลว่าไม่มีบันไดทางหนีไฟ ซึ่งเราจะพยายามรวบรวมข้อมูลหลักฐานส่วนรายละเอียดว่าจะฟ้องใครและเนื้อหาเป็นอย่างไรนั้นจะใช้ระยะเวลาในการดำเนินการต่อไป

