20 ปี 2 หมื่นเหตุการณ์! ที่ปรึกษารมว.ยุติธรรม ย้ำ หยุดหลั่งเลือดชายแดนใต้ ต้อง ‘แบ่งอำนาจ’ ตีกรอบร่วมกันให้ชัด ภายใต้รัฐธรรมนูญ
เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม ที่หอประชุมศรีบูรพา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เนื่องในวาระรำลึกวันสันติภาพไทย ประจำปี 2567 สถาบันปรีดี พนมยงค์ ร่วมกับ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดงาน 79 ปี วันสันติภาพไทย | PRIDI Talks #27 “ถอดบทเรียน 2 ทศวรรษไฟใต้ เพื่อเส้นทางสู่สันติภาพ”
ผู้สื่อข่าวรายบรรยากาศตั้งแต่เวลา 08.30 น. มีพิธีวางช่อดอกไม้รำลึกถึงเสรีไทย และผู้เสียชีวิตจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ต่อด้วย การกล่าวรำลึก ปาฐกถาพิเศษ และเวทีเสวนาสร้างความรู้ความเข้าใจในกระบวนทัศน์สันติวิธีของปรีดี เพื่อหาทางออกให้กับสถานการณ์ความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ ขณะที่ช่วงบ่าย ที่ห้องประชุมคึกฤทธิ์ ปราโมช สถาบันไทยคดีศึกษา มีวงเสวนา ‘พระเจ้าช้างเผือก: ภาพยนต์การเมือง – สันติภาพสู่ มรดกความทรงจำ และความหวังของคนรุ่นใหม่‘ และปาฐกถาพิเศษ โดย ศ.พิเศษ ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ อดีตอธิการบดี มธ.

บรรยากาศเวลา 10.30 น. ที่หอประชุมศรีบูรพา มีวงเสวนาวิชาการในหัวข้อ “ถอดบทเรียน
2 ทศวรรษไฟใต้ : เพื่อเส้นทางสู่สันติภาพ” โดย ผศ.ดร.พัทธ์ธีรา นาคอุไรรัตน์ อาจารย์สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา ม.มหิดล, พล.ท. ภราดร พัฒนถาบุตร อดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ, นายอายุบ เจ๊ะนะ รองประธานมูลนิธินูซันตาราเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา
และกรรมาธิการฯ สันติภาพชายแดนใต้ สภาผู้แทนราษฎร, นายอับดุลเราะมัน มอลอ
คณะที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ผู้แทน พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรม ดำเนินรายการ น.ส.ฐปณีย์ เอียดศรีไชย ผู้ก่อตั้งสำนักข่าว The Reporters
ในตอนหนึ่ง นายอับดุลเราะมัน กล่าวว่า เราต้องปวารณาตัวว่าเราคือกลไกหนึ่ง ที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ‘ 79 ปี วันสันติภาพไทย’ 2 ทศวรรษของการหาสันติภาพใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ หลังจบจากเวทีนี้เราต้องคิดต่อว่า จะทำอะไรต่อเพื่อให้ไปถึงสันติภาพ
ในยุคของการตั้งไข่กระบวนการสันติภาพ พล.ต.อ.ทวี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นตัวตริงที่อยู่ในกระบวนการมาตลอด เคยไปร่วมประชุมและพูดคุยถึงเรื่องนี้มาอย่างต่อเนื่อง เพราะอดอยากไม่มีอาหารกินยังพอทนได้ แต่ถ้ามีใครมาละเมิดสิทธิ แล้วบอกว่าเราทำผิดในสิ่งที่ไม่ได้ทำ ก็จะกลายเป็นความรุนแรง เหมือนอย่างที่เกิดขึ้น ซึ่งคนใน 3 จังหวัดจะเรียกว่า ปาตานี

นายอับดุลเราะมันกล่าวในตอนหนึ่งว่า ผ่านมา 20 ปี ยังมีคนไทยจำนวนมากที่สงสัย ว่าเหตุปัจจัยเกิดจากอะไรกันแน่ ในวันที่ 4 มกราคม 2547 เกิดการปล้นปืน 400 กระบอก ในเหตุการณ์กรือเซะ อ.ตากใบ
“อย่าว่าแต่คนไทยที่ งง หน่วยงานความมั่นคงก็งง จนกระทั่งมีการยืนยันว่ามีการปล้นปืนจริง ซึ่งตามกลับมาได้ที่ จาก จ.นราธิวาส ไปเจอปืน M16 ที่นราธิวาส เป็นจุดยืนยันว่ามีการปล้นปืนจริง”
“เมื่อสถานการณ์ผ่านมา กระบวนการสันติภาพดำเนินมา 2 ทศวรรษแล้ว เราไม่ใช่มาพูดอย่างเดียวว่าเหตุการณ์เกิดกี่ครั้ง จริงๆ แล้วตลอด 20 ปี เกิดเหตุการณ์ความไม่สงบถึง 22,544 ครั้ง จากเดือน ม.ค.- พ.ค. ซึ่งในปี 2567 จากสถิติที่มีการบันทึกไว้ รวมแล้วมีผู้ได้รับบาดเจ็บ 14,159 คน และเสียชีวิต 7,604 คน”
“ถามว่า 7,604 คนที่เสียชีวิต สำคัญขนาดไหน คนตายเป็นพัน ประเมินเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจไม่ได้ อย่างน้อยเขามีพ่อแม่ บางคนมีลูกอีก เราส่งต่อความทุกข์มาตลอด 20 ปี” นายอับดุลเราะมัน ระบุ
นายอับดุลเราะมันกล่าวอีกว่า พูดในแง่ตัวเลข ความสูญเสียด้านงบประมาณ ต่อให้ในช่วงปี 2547-2559 เราเห็นงบประมาณเพิ่มขึ้นจากแรกๆ 13,000 ล้านบาท จนถึงปี 2559 เป็น 30,000 กว่าล้าน เราก็เริ่มมีข้อสงสัยทำไมไม่สงบสักที
“เราเป็นประเทศที่คนฉลาด เราก็กระจายงบฯ โดยงบก้อนใหญ่ มีประมาณ 8,000-9,000 ล้านบาท แต่เมื่อไปรวมจุดอื่นๆ ก็มีประมาณ 30,000 ล้านเหมือนเดิม ซึ่งมันเกี่ยวข้องกับเราทั้งนั้น”
นายอับดุลเราะมันกล่าวต่อว่า พอมาถึงช่วงกระบวนการสันติภาพ ตนขอแบ่งเป็น 3 ช่วง ทศวรรษละช่วง
ซึ่งในช่วง 10 ปีแรก เรามองว่ามันเป็นการแสวงหาสันติภาพแบบ Negative Peace เพื่อยับยั้งการก่อเหตุ ให้สถิติลดลงมากที่สุดเท่านั้น ในปี 2557 จากเดิมปี 2547-2550 เหตุบานปลายถึง 2,000 ครั้ง/ปี, ส่วนปี 2551-2554 เหลือ 1,000 ต้นๆ ขณะที่ปี 2557 เริ่มลดลงเมื่อมีกระบวนการสันติภาพ และเริ่มมาขยับ 2 ปีที่แล้ว แต่ก็ลดลงเหลือเกือบ 500 ครั้ง/ปี
โดยกระบวนการคือเราไปยกเลิก ปรับ ลด หน่วยงานใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ แต่หน่วยงานเหล่านั้น ก็กลับทรานฟอร์มกลับมาใหม่ ดังนั้น 10 ปีแรก ทศวรรษแรก มุ่งแสวงหาเพียงแค่การยุติเหตุการณ์เท่านั้น

“ปี 2566 เพิ่งเริ่มขยับมาสู่สิ่งที่เรียกว่า Semi Positive Peace (กึ่งสันติภาพเชิงบวก) เพราะเรายังไม่เห็น ‘การกำหนดนโยบายที่ชัดเจน’ ว่าต้องการแก้ปัญหา political will (เจตจำนงทางการเมือง) ที่ชัดเจน เหมือนอย่างอินโดนีเซีย ที่เขาใช้กลไกของประธานาธิบดี และรัฐมนตรี โดยมีกระทรวงยุติธรรมเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนสันติภาพในอินโดฯ”
นายอับดุลเราะกล่าว และว่า ดังนั้นเราต้องแสวงหาทางออกสถานการณ์ใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ ด้วย 1.การพูดคุย สานเสวนา 2.เปิดช่องที่เป็นทางออกทางการเมืองให้ เตรียมไปสู่ Power Sharing แบ่งอำนาจบางอย่าง เพื่อทำให้สถานการณ์มันดีขึ้น
นายอับดุลเราะกล่าวอีกด้วยว่า ในการขับเคลื่อนทางการเมืองนั้น ออกตัวอย่างหวือหวาไม่ได้ แต่เมือวานซืนนี้ในที่ประชุม หลังจากนายกฯ เศรษฐา ทวีสิน ไม่ได้ไปต่อ ก็มีข้าราชกลุ่มหนึ่งประมาณ 100 คนภายใต้กระทรวงยุติธรรม บอกว่า ต้องการยุติการหลั่งเลือดในจังหวัดชายแดนใต้ ซึ่งเป็นถ้อยคำสั้นๆ แต่สำคัญมาก
“จริงๆ แล้วมันมีองค์ประกอบบางอย่าง ที่กั้นไม่ให้เราข้ามเส้นไป ยกเว้นจะได้แรงหนุนจากคนในพื้นที่จริงๆ ซึ่งก็คือประชาชน แต่เมื่อไปติดกับ อยู่กับหน่วยงานที่มีความคิดลบ แบบไอโอ (IO) เข้ามา แล้วมาด่าเพื่อนร่วมชาติ ด่าคนที่นับถือมุสลิม ใส่ผ้าคลุมฮิญจาบ ซึ่งคุณเอามาใส่หัวใจเอง ก็เจ็บเอง
“ถ้าเรากำหนดว่าประชาชนต้องเข้ามาหนุนกระบวนการสันติภาพให้เป็นรูปธรรม และกำหนดกรอบ ถ้าเรากำหนดชัดว่าต้องอยู่ภายในกรอบรัฐธรรมนูญไทย หยุดการหลั่งเลือดในแดนใต้ภายใต้กรอบนี้ ขีดเส้นให้ชัด ต่อให้เป็นใครก็ต้องอยู่ภายใต้กรอบนี้ ถ้าเราสามารถเข้าไปแบบนี้ได้ Positive Peace ก็จะเกิดขึ้น นายอับดุลเราะกล่าว


