นักวิชาการ สรุปหมอคางดำ มันจะอยู่กับเราไปอีกนาน ไม่ไปไหนและไม่มีวันจับหมด แนะต้องสร้างระบบนิเวศบ้านเราให้สมบูรณ์ ให้สิ่งมีชีวิตท้องถิ่นสามารถสู้กับผู้รุกรานได้
วันที่ 20 สิงหาคม ดร.นณณ์ ผาณิตวงศ์ นักวิชาการอิสระ เจ้าของฉายา คนบ้าปลา และ เจ้าของรางวัล ASEAN Biodiversity Heroes รวมทั้ง เป็นผู้ก่อตั้งกลุ่ม Siamensis เครือข่ายที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมและความหลากหลายทางชีวภาพในประเทศไทย ซึ่งได้ร่วมงานสัมมนาออนไลน์เรื่อง “แนวคิด แนวทางและเครื่องมือประเมินมูลค่า เพื่อเยียวยาและฟื้นฟูความเสียหายทางเศรษฐกิจและระบบนิเวศ กรณีปลาหมอคางดำ” ที่ทาง BIOTHAI จัดขึ้น โดย ดร.นณณ์ ได้สรุป ลงใน เฟซบุ๊ก Nonn Panitvong (ดร.นณณ์) ว่า
สรุปคางดำ ที่ผมบรรยายในงานสัมมนาออนไลน์ของ BIOTHAI
1. ไม่เคยมีในสารบบปลาสวยงามแน่นอน มั่นใจว่ามาจากฝั่ง aqua culture
2. ชอบน้ำกร่อย แต่น้ำจืดก็รุกรานได้ น้ำเค็มก็ใช้เดินทางไปได้
3. กินตะไคร่น้ำ ไดอะตอม สาหร่ายขนาดเล็ก ตะไคร่เขียวแกมน้ำเงิน เป็นอาหารหลัก รายงานในต่างประเทศที่ทำ stomach content ไม่มีรายงานพบกุ้งหอยปูปลาใดๆในลำไส้ มีแต่พืชชั้นต่ำเป็นหลักเลย
4. การที่มันกินพืชชั้นต่ำ ซึ่งมักจะเป็นแหล่งอาหารตั้งต้นในระบบนิเวศ ทำให้เป็นการตัดตอนแหล่งอาหารของสิ่งมีชีวิตอื่นๆไปหมด ซึ่งอาจจะเป็นสาเหตุให้แหล่งที่พบมันแทบจะไม่มีสิ่งมีชีวิตอื่นเหลืออยู่เลย
5. ดูว่ามันสามารถทนน้ำเสียน้ำนิ่งได้ดีในระดับหนึ่ง อย่างที่เห็นกันบ่อยๆคือถ้าออกซิเจนในน้ำไม่พอก็สามารถมาฮุบอากาศที่ผิวน้ำได้ในขณะที่ปลาน้ำกร่อยท้องถิ่นส่วนใหญ่ต้องการน้ำไหล น้ำนิ่งคุณภาพดี เป็นหลัก
6. สามารถขยายพันธุ์ในแหล่งน้ำนิ่งได้ ทำให้มันสามารถอาศัยอยู่ในแหล่งน้ำนิ่ง ตามบ่อกุ้ง บ่อปลาได้ดี ใช้ตรงนี้เป็นแหล่งขยายพันธุ์ก่อนจะรุกไปตามแนวชายฝั่ง
7. กุ้งปู จะมีจุดอ่อนในช่วงลอกคราบซึ่งตัวจะนิ่มและอาจจะถูกปลาหมอคางดำกินได้ การเพิ่มพื้นที่หลบให้กุ้งปูในบ่อเลี้ยง เช่นปะการังเทียมที่มีซอกเหลือบขนาดเล็ก ซั้งพุ่มไม้ กองใบจาก ใบมะพร้าว “น่า” จะช่วยให้อัตราการรอดมากขึ้น
8. ปลากะพงขาวซึ่งเป็นปลาล่าเหยื่อแบบซุ่มโจมตี ก็น่าจะได้ประโยชน์จากการที่ในบ่อเลี้ยงหรือในธรรมชาติมีเสาปัก มีซั้งพุ่มไม้ต่างๆ เช่นกัน
9. การกระจายพันธุ์ตะวันออกสุดตอนนี้พบที่จังหวัดจันทบุรี วัดระยะทางคร่าวๆจากอ่าวไทยตอนใน จุดระบาดแรกเริ่ม เป็นแนวชายฝั่งยาวประมาณ 300 กม. ใช้เวลา 12 ปีมาถึงได้ เฉลี่ยกระจายพันธุ์ได้ 25 กม. ต่อปี ตามแนวชายฝั่ง ทั้่งนี้ผู้เขียนเคยเห็นปลาหมอคางดำที่ท่าเรือน้ำเค็มแถวพัทยา
10. รายงานในต่างประเทศพบว่าออกลูกเป็นฤดูกาลในระดับหนึ่ง โดยจะเริ่มตั้งท้องในช่วงฤดูแล้งและวางไข่ในช่วงต้นฤดูฝน ดังนั้นช่วงเวลาที่ดีที่สุดถ้าจะมีการระดมจับคือในช่วงฤดูร้อน ในเดือน มีค. เมย. ก่อนที่ปลาจะเริ่มผสมพันธุ์วางไข่ (ต้องมีการศึกษา ฤดูการผสมพันธุ์ในประเทศไทย)
11. ไข่ ทนแห้ง ไม่ได้แน่นอน ถ้าบ่อเลี้ยงมีการตากและลงกากชาอย่างดีแล้ว ปัญหาน่าจะมาจากตอนนำน้ำเข้าบ่อ ในอดีต การนำน้ำเข้าบ่อ จะหวังให้มีลูกกุ้ง ลูกปูปลา ตามธรรมชาติติดเข้ามาด้วย แต่ปัจจุบันคงต้องมีการปรับตัว มีการกรองน้ำไม่ให้มีสิ่งมีชีวิตเข้ามาได้เลย แล้วค่อยหาลูกกุ้ง ปู ปลา ปล่อยในภายหลัง คณะวิศวฯควรจะช่วยออกแบบให้ชาวบ้าน อาจจะใช้แผ่นกรองแบบที่เป็นสเตนเลสเจาะรู ฯลฯ
12. เนื่องจากเป็นปลาที่กินตะไคร่กินพืชชั้นต่ำเป็นอาหาร มันเป็นปลาที่ตกยาก นักตกปลาน่าจะช่วยกันคิดสูตรเหยื่อและวิธีการตกมัน จะได้ช่วยกันเอาออกจากระบบนิเวศ ที่ผมเคยตกคือเกี่ยวเนื้อกุ้งลงไป ไม่กิน ไม่สนเลยว่ายผ่านไปเป็นฝูงๆ แต่พอลองใช้ขนมปังบีบให้พอติดเบ็ดลงน้ำแล้วฟูๆหน่อย ก็จะพอมีตัวมากินบ้าง ทำให้เกือบจะมั่นใจว่ามันไม่กินสัตว์อื่นเป็นอาหารจริงๆ
13. มันจะอยู่กับเราไปอีกนาน ไม่ไปไหนและไม่มีวันจับหมด
14. ต้องสร้างระบบนิเวศบ้านเราให้สมบูรณ์ ให้สิ่งมีชีวิตท้องถิ่นสามารถสู้กับผู้รุกรานได้ ประตูน้ำที่กักน้ำจนนิ่งเสีย การปล่อยน้ำเสีย การตัดทำลายป่าชายเลน การจับปลาเกินขนาด พวกนี้เลิกได้เลิกเถอะ ให้ระบบนิเวศเราได้มีโอกาสได้ต่อสู้
ที่มา เฟซบุ๊ก Nonn Panitvong (ดร.นณณ์)

