สถานการณ์วัดพระธรรมกาย ยังคงร้อนแรงน่าติดตามอย่างตาไม่กระพริบ
กระแสสังคมมีทั้งฝ่ายหนุน และฝ่ายต้าน รวมถึงฝ่ายที่ขอสังเกตการณ์ในฐานะผู้ชมเพียงอย่างเดียว
ปฏิเสธไม่ได้ว่า วัดพระธรรมกายถูกวิพากษ์วิจารณ์และตั้งคำถามมาโดยตลอด โดยเฉพาะในช่วง พ.ศ.2540 เป็นต้นมา
ย้อนหลังไปในช่วงเวลานั้น เคยมีงานวิจัยเชิงวิชาการเกี่ยวกับกรณีวัดพระธรรมกายในแง่มุมต่างๆ โดย ดร.อภิญญา เฟื่องฟูสกุล ในชื่อเรื่อง “ศาสนทัศน์ของชุมชนเมืองสมัยใหม่ ศึกษากรณีวัดพระธรรมกาย” โดยได้รับทุนจากศูนย์พุทธศาสน์ศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เริ่มลงมือศึกษาในปี 2538 แล้วเสร็จในปี 2540
เนื้อหาส่วนหนึ่งเกี่ยวกับ “กระบวนการสร้างบุญ” ของวัดแห่งนี้ เนื้อหาส่วนหนึ่ง มีดังนี้
หลวงพ่อทัตตชีโว ท่านรองเจ้าอาวาสเคยให้สัมภาษณ์นิตยสารฉบับหนึ่งว่า พุทธศาสนามีหลักธรรมที่เป็นอมตะมากมาย ถ้าเทียบเป็นสินค้า ก็ต้องว่าสินค้าเรายอดเยี่ยมด้วยคุณภาพ แต่ปัจจุบันนี้มาร์เกตติ้งไม่ดี ในปี พ.ศ.2529 มูลนิธิธรรมกายจึงจัดพิมพืเขียวของแผนการตลาดเพื่อโปรโมต “สินค้า” ดังกล่าวเข้าประกวดใน “โครงการสุดยอดแผนการตลาด” ที่จัดโดยมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และสมาคมจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย และได้รับคัดเลือกเป็นหนึ่งใน 19 สุดยอดแผนการตลาดประจำปีนั้น
ในหน้าแรกของโครงการที่ส่งเข้าประกวดระบุไว้ชัดเจนว่าพระพุทธศาสนาเป็นสินค้าคุณภาพเลิศที่ขายไม่ดี เพราะขาดแผนการตลาดที่ดี

สิ่งที่น่าสนใจคือ ความเปิดเผยอย่างตรงไปตรงมาในการยอมรับว่าค่านิยมเชิงธุรกิจของสังคมทุนนิยมบริโภคเป็นสิ่งจำเป็นยิ่งสำหรับการอยู่รอดของพุทธศาสนา การประสมประสานสิงสิ่งนี้เข้าด้วยกันมีความสำคัญ ……….การประสานค่านิยมเชิงธุรกิจเข้ามานั้น มีหัวใจอยู่ที่การทำให้ “บุญ” กลายเป็นสินค้าและยุทธศาสตร์ที่สำคัญก็คือแผนการตลาด
ประการแรก จะต้องอำนวยความสะดวกต่างๆ โดยเฉพาะการทำให้ผู้บริโภค “เข้าถึง” สินค้าได้รวดเร็วและง่ายดาย
มาตราการเพื่ออำนวยความสะดวกต่างๆ เริ่มจากความสะดวกในด้านการเดินทางที่วัดจะจัดรถบัสโดยสารไว้ตามจุดนัดพบต่างๆกว่า 20 จุดในเมืองตอนเช้าวันอาทิตย์ บริการนี้ไม่มีการเรียกเก็บค่าโดยสาร แต่เมื่อออกรถก็จะมีเจ้าหน้าที่วัดถือถุงผ้าขาวมาบอกบุญตามแต่ศรัทธา …….
วัดให้ความสำคัญอย่างยิ่งแก่ปัจจัย 3 P (Place , Promotion , Production) อันเป็นหัวใจของแผนการตลาด ……วัดมีเทคนิคมากมายที่จะทำให้สินค้าดูน่าดึงดูด เทคนิคที่สำคัญประการแรกคือจะต้องทำให้ตัวสินค้ามีความหลากหลาย อีกนัยหนึ่งคือทำให้ผู้บริโภคเพลิดเพลินกับความรู้สึกว่าตนมีโอกาสเลือกได้มากกว่าหนึ่ง ดังนั้น จึงต้องมีการคิดค้นรูปแบบใหม่ๆของการทำบุญมาเสนอ
ตัวอย่างกองบุญที่มีอยู่คือ กองบุญภัตตาหาร กองบุญธุดงค์ กองบุญน้ำปานะ กองบุญยานพาหนะ …….
นอกจากนั้น บางกองบุญยังทำเทคนิคการออมทรัพย์มาใช้ เช่น “แก้วมณีทวีบุญ” เป็นโครงการชักชวนให้ซื้อกระปุกออมสินเป็นพลาสติกใสทรงกลมเหมือนลูกแก้ว ผู้วิจัยเคยเห็นบางคนหยอดกระปุกนี้ด้วยแบงค์ร้อย เมื่อวะสมจนเต็มจะมีโอกาสเข้าถวายแก้วนี้แด่ท่านเจ้าอาวาสซึ่งเป็นโอกาสที่หาได้ยากและถือกันว่าได้บุญยิ่ง
อีกโครงการหนึ่งที่น่าสนใจคือ “โครงการเศรษฐีถาวร” ในแผ่นพับที่โฆษณาโครงการนี้ อธิบายไว้ว่ามีการคำนาณว่าแต่ละเดือนวัดต้องเสียค่าใช้จ่ายด้านอาหารประมาณสองหมื่นบาท หากผู้ใดปรารถนาจะเกิดเป็นเศรษฐีทุกภพชาติ ก็ขอเชิญมาร่วมบริจาคเข้ากองทุนนี้โดยมีเงื่อนไขว่า ให้บริจาคเดือนละหนึ่งพันบาทเพื่อกองทุนนี้ ทุกๆเดือนตลอดชีวิต “ความร่ำรวยในชาติภพปัจจุบัน เป็นเพียงผลพวงของการกระทำในอดัตชาติ ใครปลูกถั่ว คนนั้นก็จะได้ถั่ว”
ตัวอย่างดังกล่าว ชี้ให้เห็นเทคนิคปีะการที่สองคือ การทำให้บุญมีลักษณะเป็นวัตถุมากขึ้น โดยเน้นถึงผลลัพธ์รูปธรรมของการทำบุญ และเน้นอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างการกระทำและผลของการกระทำในลักษณะที่เป็นเหตุเป็นผลกันโดยตรง …..

วิธีอธิบายอย่างหนึ่งที่ชาวธรรมกายใช้ เพื่อจะทำให้คนสมัยใหม่เข้าใจเรื่องความเป็นเหตุเป้นผลของบุญได้เป็นรูปธรรมมากขึ้นก็คือ การเปรียบเทียบให้เห็นเป็นตัวเลข ในหนังสือ “การทำบุญให้ทานที่สมบูรณ์แบบ” ที่เขียนโดยท่านรองเจ้าอาวาส ได้อธิบายเรื่องผลบุญให้เข้าใจง่าย โดยใช้ตัวอย่างที่แบ่งผลบุญออกเป็นเปอร์เซ็นต์ตัวเลข เช่น อธิบายว่า หากเศรษฐีผู้หนึ่งต้องการทำบุญ แต่คร้านจะตื่นเช้า จึงให้คนใส่บาตรแทน กรณีเช่นนี้ คนใช้ที่ลุกขึ้นหุงหาอาหารใส่บาตร ลงมือใส่บาตรเอง และเมื่อเห็นพระผ่านหน้าบ้านก็รู้สึกชื่นใจ จะได้ผลบุญ เต็ม 100 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่เศรษฐีเจ้าของเงินได้บุญเพียง 30 เปอร์เซ็นต์ เป็นต้น
สำหรับเทคนิคโปรโมชั่น ที่นำมาใช้กระตุ้นกลุ่ม (กลุ่มบอกบุญ) นั้น มีการประชุมกลุ่มย่อยและประชุมหัวหน้ากลุ่มบ่อยครั้ง ….มีการเชิญวิทยากรมาให้ความรู้เกี่ยวกับเทคนิคการจูงใจคน มีการวางแผนแบ่งกลุ่มจัดสายออกเพื่อบอกบุญประชาชน และเพื่อให้แต่ละคนทุ่มเทเต็มที่ก็มักมีการกำหนดเป้าหมายว่าตนจะ “ทำยอด” ได้สักเท่าใด ….
มาตรการปลุกใจอีกประการหนึ่ง คือ พิธีมอบโล่เกียรติคุณแด่ผู้ที่ได้รับคัดเลือกเป็น “ยอดอาสากัลยาณมิตร” ที่สามารถทำเป้าสูงสุด

