ผู้การจ๋อ นำ จนท.ปปช.ขึ้นเบิกความ ฟ้องหมิ่น ‘อัจฉริยะ’ เผย ปปช.มีคำสั่งไม่รับเรื่อง ถูกร้อง

21.08.24 | 19:36 น.

‘ผู้การจ๋อ’นำ จนท.ปปช.ขึ้นเบิกความ ฟ้องหมิ่น ‘อัจฉริยะ’ เผย ป.ป.ช.มีคำสั่งไม่รับเรื่อง ถูกร้องปม สั่งหยุดสืบคดี สว.อุปกิต-ย้ายชุดทำคดี จำเลย นำ’มานะพงษ์’ขึ้นเบิกความ


เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก คดีอาญาหมายเลขดำที่ อ 951/2566 ระหว่าง พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ในฐานความผิดฐานแจ้งความเท็จ และหมิ่นประมาท โดยการโฆษณาต่อศาลอาญา ตาม ป.อาญา มาตรา 326, 329 โดยกล่าวหาโยงขบวนการยาเสพติดทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียง

ศาลประทับรับฟ้องเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม ที่ผ่านมาภายหลังไต่สวนมูลฟ้อง

วันนี้เป็นการนัดสืบพยานโจทก์วันที่ 2 ภายหลังสืบไปเมื่อวันที่ 20 สิงหาคมที่ผ่านมา

Advertisement

โดยพยานโจทก์วันนี้เป็นพยานโจทก์ปากที่ 5 ซึ่งเป็นปากสุดท้ายเป็น เจ้าหน้าที่ ป.ป.ช.เบิกความว่า นายอัจฉริยะ ได้ร้องทุกข์กล่าวโทษต่อ กองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) เเละได้รับเรื่องรายงานมาที่ ปปช. ประมาณช่วงเดือนเมษายน 2566 เป็นการร้องทุกข์กล่าวโทษ จากนายอัจฉริยะ ที่ร้องต่อปปป. โดยกล่าวหา พล.ต.ต.ธีรเดช จำนวน 2 ข้อหา คือ 1. พล.ต.ต.ธีรเดช ในฐานะหัวหน้าพนักงานสอบสวน และผู้บังคับบัญชาสั่งการให้กองกำกับการสืบสวน 2 กองบังคับการสืบสวนนครบาล กองบัญชาการตำรวจนครบาล ที่ปฏิบัติหน้าที่สืบสวนคดีของ นายอุปกิต ปาจรียางกูร สมาชิกวุฒิสภาในขณะนั้น ซึ่งมีฐานความผิดเกี่ยวกับคดียาเสพติด ได้สั่งการให้หยุดการสืบสวนคดีดังกล่าว

เเละ2 พล.ต.ต.ธีรเดช ได้มีการจัดทำพยานหลักฐานเท็จในเรื่องของเอกสารการแต่งตั้งข้าราชการที่อยู่ในชุดสืบสวนคดีของนายอุปกิต โยกย้ายตำแหน่งออกไปโดยไม่เป็นธรรม กล่าวหาว่าเป็นการกระทำความผิดตามประมาลอาญามาตรา 157

ซึ่งในกรณีที่ประชาชนหรือเจ้าหน้าที่รัฐ ต้องการจะทำการตรวจสอบการกระทำความผิดของเจ้าหน้าที่รัฐ ที่สันนิษฐานว่าทุจริต สามารถส่งเรื่องได้ที่ ป.ป.ช. โดยตรง ไม่จำเป็นต้องร้องเรียนหรือร้องทุกข์ต่อหน่วยงานอื่นก่อน

ซึ่งในการตรวจสอบ จะมีขั้นตอนดำเนินการ เมื่อมีการส่งเรื่องมาที่ ป.ป.ช. นิติกรจะมีการกลั่นกรอง เรื่องร้องทุกข์ที่มีการส่งเข้ามาถึงการกล่าวหาเจ้าหน้าที่รัฐ โดยจะพิจารณาว่าเข้าหลักเกณฑ์หรือไม่ อย่างไร แล้วเสนอต่อไปที่ คณะกรรมการ ป.ป.ช. ในกรณีไม่เข้าหลักเกณฑ์ ทางนิติกร อาจจะเรียก มาสอบเพิ่ม หรือ ขอพยานหลักฐานเพิ่มเติม หลังจากนั้นจึงจะมีความเห็นเสนอคณะกรรมการ ป.ป.ช. ถ้าเข้าหลักเกณฑ์จะมีมติรับเรื่อง แต่ถ้าไม่เข้าหลักเกณฑ์ก็จะไม่รับเรื่อง

ซึ่งในเรื่องของคดีดังกล่าว เมื่อตรวจสอบเอกสาร จำเลยมีการร้องโจทก์ให้ถูกรับโทษทางอาญา โดยมี บก.ปปป. ส่งให้ ป.ป.ช. ซึ่งตามระเบียบไม่ว่าจะเป็นการร้องทุกข์ ของหน่วยงานใดๆ ก็ต้องส่งไปให้ ป.ป.ช. พิจารณา ในส่วนของเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. ที่มีอำนาจไต่สวน เมื่อไต่สวนเสร็จสิ้น ต้องประมวลเสนอคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อชี้มูลว่ามีความผิดหรือไม่

ในการปฏิบัติเมื่อนิติกรทำการกลั่นกรองเรื่องแล้ว ส่งให้เจ้าหน้าที่ไต่สวนพิจารณาก่อน ก่อนส่งให้คณะกรรมการ ปปช. หากเข้าหลักเกณฑ์ จะดำเนินการไปได้ 2 ทาง คือ 1 พิจารณา จะส่งให้คณะกรรมการ ปปช. ต่อไป และ 2 ไม่พิจารณา ซึ่งเมื่อรับเรื่องแล้ว ปปช. จะทำการตรวจสอบ ขอเอกสารเพิ่มเติมจากทาง ตร. สอบปากคำพยานบุคคล ประมวลเรื่องเสนอต่อผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้นพิจารณาแล้ว มีมติว่าไม่ได้กระทำตามที่กล่าวหา และมีคำสั่งไม่รับเรื่องไว้พิจารณา

ในช่วงบ่ายถึงเย็นเป็นการสืบพยานฝ่ายจำเลย โดยทนายฝ่ายจำเลยนำ พ.ต.ท.มานะพงษ์ วงศ์พิวัฒน์ สว.สส.สน.พญาไท ในฐานะเคยเป็นตำรวจฝ่ายสืบสวน กก.2 บก.สส.บช.น. ผู้สืบสวนจับกุมจำเลยคดี บริษัทอัลลัวร์ กรุ๊ป เเละเครือข่ายทุนมินลัต และผู้ยื่นคำร้องขอออกหมายจับนายอุปกิต อดีต ส.ว.ชื่อดังได้เบิกความในประเด็นเกี่ยวกับการขอศาลออกหมายจับนายอุปกิต เเละโดนสั่งให้หยุดการสืบสวนคดี โดยให้รายงานก่อนที่จะกระทำการในคดี เเละภายหลังศาลเพิกถอนหมายจับ ก็เชื่อว่าที่ถูกย้ายเพราะทำคดีนี้ เเต่ก็ยอมรับว่านายตำรวจที่ถูกย้ายมีเพียง 4 คนไม่ใช่ตำรวจทุกคนในคดี เเละตำรวจชุดที่ทำคดีก็มีได้เลื่อนขั้น เเละเชื่อว่าการถูกย้ายไม่สามารถทำให้ขยายผลคดีดังกล่าวได้อีกเเม้กฎหมายอนุญาตให้ทำได้ เพราะยังอยู่ในฝ่ายสืบสวน เเต่ในทางปฏิบัติเมื่อถูกย้ายก็ต้องปฏิบัติหน้าที่ในหน้างานประจำ ทำให้ไม่มีเวลาทำคดี พร้อมยอมรับว่าเมื่อครั้งหลังออกหมายจับนายอุปกิต พล.ต.ต.ธีรเดชก็ยังให้เงิน 1 หมื่นบาทเป็นค่าใช้จ่ายในการทำคดี เเต่พอภายหลังศาลเพิกถอนหมายจับ ก็มีการนำเงินไปคืนผ่านทาง ผกก.สืบสวน เเต่ไม่ทราบว่าคืนถึง พล.ต.ต.ธีรเดชหรือไม่