ส่งฟ้องคดี เป้รักผู้การ คดีรีดเงิน 140 ล้าน ฟัน ตำรวจ 19 ปชช.อีก 12 นัดฟังคำสั่ง 26 ก.ย.

28.08.24 | 14:16 น.

‘วัชรินทร์’ รองอธ.อัยการสอบสวน พร้อมทีมสอบสวนนำ 30 ผู้ต้องหาคดี เป้ รักผู้การ พร้อมสำนวน ส่งให้อัยการคดีปราบทุจริตฯพิจารณานัดฟังคำสั่ง 26 ก.ย.นี้ ลั่นทำคดีตรงไปตรงมาละเอียดรอบคอบ ชี้เป็นคดีอุ้มหายคดีเเรกดำเนินคดีตำรวจจำนวนมากไม่หวั่นถูกปองร้าย ตั้ง รชต อัยการปราบทุจริตฯ3 นั่งเจ้าของสำนวน ตั้งเป้าพิจารณาสำนวนเสร็จใน 1 เดือน

เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม ที่สำนักงานอัยการสูงสุด ถนนรัชดาภิเษก นายวัชรินทร์ ภาณุรัตน์ รองอธิบดีอัยการสำนักงานการสอบสวน หัวหน้าชุดคณะทำงานตรวจสอบหรือกำกับการสอบสวน ในคดีที่เจ้าหน้าที่รัฐมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเรียกรับทรัพย์จากเครือข่ายเว็บไซต์พนันออนไลน์ 140 ล้านบาท พร้อมคณะทำงานสอบสวนได้นำสำนวน พร้อมเอกสารพยานหลักฐาน 55 แฟ้ม จำนวนเอกสารมากกว่า 20,658 หน้า พร้อมความเห็นทางคดีมาส่งให้ นายสุรพันธ์ อธิบดีอัยการสำนักงานคดีปราบปรามการทุจริตเพื่อพิจารณาสั่งคดี

โดยในวันนี้ ผู้ต้องหาทุกคนเดินทางมาตามนัดส่งตัว

ภายหลังรับตัวผู้ต้องหาพร้อมสำนวน นายวัชรินทร์ รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด พร้อมด้วย นายสุรพันธ์ กิจพ่อค้า อธิบดีอัยการ สำนักงานคดีปราบปรามการทุจริต นายรชต พนมวัน อัยการพิเศษฝ่ายคดีปราบปรามการทุจริต 3 พ.ต.อ.เอกราช อุ่นเจริญ รอง ผบก.จังหวัดอยุธยา ร่วมแถลงข่าว

นายวัชรินทร์ รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด แถลงว่า คดีนี้เป็นไปตามกฎหมายใหม่ ก็คือ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทำร้ายและการกระทำที่ทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ.2565 หรือ พ.ร.บ.อุ้มหาย ซึ่งเป็นคดีแรกประวัติศาสตร์ คดีนี้มีอัยการเข้าไปร่วมในการทําหน้าที่ในการตรวจสอบกํากับการสอบสวน และมีตัวแทนของทีมสืบสวนสอบสวนของสํานักงานตํารวจแห่งชาติที่ตั้งขึ้นมา คดีนี้ได้มีการดําเนินคดีกับ พล.ต.ต.กัมพล ลีลาประภาภรณ์ อดีตผู้การชลบุรีกับพวก ซึ่งมีตํารวจที่เกี่ยวข้องในบางหน่วยก็คือตํารวจ สอท.หรือตำรวจไซเบอร์ และมีพลเรือนเข้าไปเกี่ยวข้อง

Advertisement

คดีนี้ เป็นคดีแรกในประวัติศาสตร์ที่ ผบ.ตร.ในขณะนั้น ได้ทําหนังสือแจ้งมาทางอัยการสูงสุดมอบหมายให้ตนเข้าไปเป็นหัวหน้าคณะในการตรวจสอบกํากับการสอบสวนแล้วก็ตั้งทีมอัยการเข้าไป 10 คนด้วยกัน ทาง ผบ.ตร.ก็ตั้งคณะพนักงานสืบสวนสอบสวนขึ้นใหม่มีประมาณทั้งหมดเกือบร้อยคน มีระดับนายพลตํารวจประมาณ 10 กว่าคน มี พล.ต.ท.อัคราเดช พิมลศรี ผู้ช่วย ผบ.ตร.เป็นผู้รับผิดชอบในฐานะหัวหน้าพนักงานสืบสวนสอบสวนของตํารวจ ใช้ระยะเวลาสืบสวนสอบสวนคดีนี้ 1 ปีเศษ ในการสรุปสํานวนเนื่องจากคดีเอกสารมีจำนวนมากและเราให้โอกาสผู้ต้องหา ร้องขอความเป็นธรรม เรียกว่าอยากให้ทีมเราสอบใครเพิ่มเติมให้สามารถร้องขึ้นมาได้ และผู้ต้องหาก็ร้องขอความเป็นธรรมทั้งหมด โดยอ้างพยานหลักฐานซึ่งทางชุดเราก็ได้ไปสอบสวนให้หมด ไม่ว่าจะอ้างพยานหลักฐานจังหวัดใด เราสอบให้หมด จนกระทั่งสรุปสํานวนก็นํามาปรึกษาหารือกับ นายสุรพันธ์ กิจพ่อค้า อธิบดีอัยการ สำนักงานคดีปราบปรามการทุจริต ตามระเบียบการสอบสวนคดี วันนี้ก็เลยได้ข้อสรุปในสำนวน

โดยเรามีความเห็นสมควรสั่งฟ้องผู้ต้องหา 31 ราย มีตัว 30 ราย โดยมีนายพิสิษฐ์ หรือต้น หลบหนี 1 ราย และสั่งไม่ฟ้อง 3 ราย ในส่วนที่สั่งฟ้องวันนี้เป็นตํารวจ 19 ราย พลเรือน 12 ราย ผู้ต้องหาที่หลบหนีเราดำเนินการขอศาลออกหมายจับแล้ว ส่วนคนที่สั่งไม่ฟ้อง 3 ราย คือ พ.ต.อ.ณรงทธิ์, ร.ต.อ.กฤติภาส และนายนันทวัฒน์ ซึ่งเราพิจารณาสํานวนโดยรอบคอบแล้วว่า ไม่มีพยานหลักฐานยืนยันว่าผู้ต้องหาทั้ง 3 ได้กระทําความผิดเห็นควรสั่งไม่ฟ้อง วันนี้ผู้ต้องหาทั้งหมดมา 30 คน ทางอัยการสำนักงานคดีปราบปรามทุจริตฯ นัดฟังคําสั่งวันที่ 26 กันยายน เวลา 10.00 น.

โดยหากพนักงานอัยการคดีปราบทุจริตฯ สั่งฟ้องก็จะต้องนําตัวไปฟ้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง

เมื่อถามว่า คดีนี้ผู้ต้องหาที่ 1 เป็นใคร นายวัชรินทร์กล่าวว่า พล.ต.ต.กัมพล ลีลาประภาภรณ์ อดีตผู้การชลบุรีกับพวก โดยข้อหาที่กลุ่มของผู้ต้องหาชุดของผู้การจังหวัดชลบุรีถูกดําเนินคดี ก็คือเรื่องของการจับกุมที่เป็นการจับกุมนายเป้ คือมีการเรียกรับเงินตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 149 และมาตรา 157 ประกอบกับ พ.ร.บ.ป.ป.ช. และ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทำร้ายและการกระทำที่ทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ.2565 มาตรา 7 ก็คือมีการจับผู้ต้องหาได้ ต้องนําส่งพนักงานสอบสวนในท้องที่ แต่ถ้าไม่ได้นําส่งก็จะถือว่ามีความผิดตามมาตรา 7 แห่ง พ.ร.บ.ฉบับนี้ชุดของทีมตํารวจชลบุรีโดนข้อนี้

ส่วนบอย พัทยา กับ ต้น พัทยา ถูกดําเนินคดีในฐานอื่นด้วยก็คือแสดงตนเป็นเจ้าพนักงานตามมาตรา 145 และ พ.ร.บ.อุ้มหาย ซึ่งกฎหมายฉบับนี้ไม่ถือว่าพลเรือนเป็นผู้สนับสนุน แต่ถือว่าเป็นตัวการร่วมเลย

ส่วนผู้ต้องหาอีกชุด เป็นชุดของตํารวจไซเบอร์ เราพิจารณาดูแล้วเป็นความผิดตามมาตรา 157 คือการเข้าไปตรวจค้นจับกุมในบ้านของนายเป้ โดยที่ปล่อยให้พลเรือนเข้าไปร่วมในการตรวจค้น แต่ตํารวจไซเบอร์ 2 คนที่โดนข้อหาดังกล่าว ไม่ได้ตามไปที่จังหวัดชลบุรีด้วย และไม่ได้เกี่ยวข้องกับการเรียกรับ หรือยอมรับจะรับ เพราะจึงไม่โดนข้อหาตามมาตรา 149 และ พ.ร.บ.อุ้มหายฯ

เมื่อถามต่อว่า ตำรวจถูกดำเนินคดีจำนวนมากขนาดนี้ มีการวิ่งเต้นคดี หรือมีการข่มขู่ และกลัวการถูกปองร้ายหรือไม่

นายวัชรินทร์กล่าวว่า ไม่มี ทางตํารวจก็คงเข้าใจว่านี่คือการทํางาน สมมุติว่ามาข่มขู่ชุดเรา แล้วชุดเรากลัวเราถอนตัว ก็ต้องมีชุดใหม่เข้ามาอยู่ดี ส่วนวิ่งเต้นก็คงไม่กล้ามาวิ่งเต้น เพราะว่าที่เขาโดนก็หลายข้อหาแล้วถ้าจะมาวิ่งเต้นอีก ก็จะโดนข้อหาแถม ส่วนเรื่องกลัวตายตนไม่กลัวเพราะว่าคนเราเกิดมาครั้งเดียว ตายครั้งเดียว คดีก่อนหน้านี้เสี่ยงภัยมากกว่านี้ก็ทํามาแล้วใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ก็ลงไปทํามา แล้วเรื่องกลัวตายไม่กลัว ในคดีนี้เราไม่มีการกันใครเป็นพยาน เราพิจารณาแล้วเห็นว่าไม่จําเป็นต้องกันเป็นพยานเราก็ดําเนินคดีแจ้งข้อหา

เมื่อถามว่าผู้ต้องหา 3 คน ที่เห็นสมควรสั่งไม่ฟ้อง เพราะเหตุใด รองโฆษกอัยการระบุว่า เหตุผลก็คือคนแรกเป็นรองผู้การจังหวัดชลบุรีเขาไม่ได้มาเกี่ยวข้องตอนเรียกรับไม่ได้ไปร่วมจับกุม แต่แค่ได้รับผิดชอบโดยอดีตผู้การบอกว่าคนนี้จะเป็นคนดูเรื่องสํานวนให้ เรียกว่าเขาเข้ามาทําสํานวนเฉยๆ ไม่เกี่ยวข้องเลย ส่วนคนที่สองก็ถูกกล่าวหาเป็นร้อยตํารวจเอกเขาไปตรวจค้นแล้วเขาไม่ได้ไปร่วมไปถึงจุดที่มีการเรียกรับเงิน ขณะที่คนที่ 3 เป็นการดำเนินคดีผิดตัว เพราะชุดดําเนินคดีชุดแรกแจ้งว่าเป็นนายนันทวัฒน์ ซึ่งอยู่ในจุดที่มีการกักตัวนายเป้ ปรากฏว่าเราตรวจสอบให้ความเป็นธรรมเต็มที่เพราะเขาก็ร้องมาว่าเขาไม่ได้อยู่ที่เกิดเหตุ เขาบอกพิกัดของเขาก็อยู่ที่อื่น เราก็ให้ความเป็นธรรมไม่ได้จับคนที่ไม่มีพยานหลักฐานอย่างชัดเจน เราสืบจน 100% เลยเห็นสมควรสั่งไม่ฟ้อง

เมื่อถามว่านายบอย พัทยา ให้สัมภาษณ์ว่าที่โดนคดีนี้เพราะว่ามีนายพลคนดังกลั่นแกล้ง ตรงนี้ได้ให้ถ้อยคำประเด็นนี้ในสำนวนหรือไม่

นายวัชรินทร์กล่าวว่า ไม่มีเรื่องนายพลคนดัง นายพลคนดังกล่าวเป็นใครก็ไม่ทราบ มีแต่เขาร้องขอความเป็นธรรมว่าเขาไม่ได้ร่วมกระทําความผิด ซึ่งถ้าเขาโดนกลั่นแกล้ง ตนก็ยังบอกเลยว่า ยินดีที่จะเอาพยานหลักฐานว่าใครกลั่นแกล้งอะไร ให้เอาเข้ามาสํานวนได้เลย ตนใช้คําว่าเปิดกล่องตลอดเวลา ให้เอาหลักฐานมาให้เราเลย สอบอะไรได้ก็สอบ ไปสอบให้ถึงจังหวัดชลบุรีตามที่นายบอยพัทยาอ้าง เราไปสอบให้ ทําครบหมดเลย

เมื่อถามว่าที่บอกมั่นใจในหลักฐานหากสุดท้ายศาลยกฟ้องสามารถทำใจได้หรือไม่ นายวัชรินทร์กล่าวว่า ทำใจได้ เพราะอัยการไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อเอาคนเข้าคุก อัยการถูกสร้างมาให้ความเป็นธรรมกับคน อัยการไม่ได้เป็นเหมือนอาชีพที่จะต้องไปเข้าข้างผู้ต้องหาหรือว่าเอาเป็นอันตรายไปให้กับผู้หา อัยการจะดูตามพยานหลักฐานว่าถ้าพยานหลักฐานถึงใครอีกเราก็ดําเนินคดี แต่สุดท้ายศาลท่านจะยกฟ้องนั้นเป็นดุลพินิจของศาลซึ่งเราทําใจได้ถ้าเกิดว่ามีการยกฟ้องขึ้นมาอันนั้นเป็นเรื่องปกติ

นายรชต พนมวัน อัยการพิเศษฝ่ายคดีปราบปรามการทุจริต 3 ซึ่งได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าของสำนวน กล่าวว่า อัยการคดีปราบปรามการทุจริต จะทำคดีที่เกี่ยวกับคดีในศาลฎีกานักการเมือง คดีเกี่ยวกับการทุจริต โดยเราจะทำอย่างมืออาชีพ เราจะมีกรอบเวลาที่ค่อนข้างชัดเจน ครั้งแรกจะให้เสร็จภายใน 1 เดือน เท่าที่ดูตนเชื่อมั่นชุดพนักงานสอบสวน และสํานักงานการสอบสวนของอัยการว่า ได้สอบสวนต่อค่อนข้างจะครบถ้วน แต่ในส่วนของสำนักงานปราบทุจริตอัยการขออนุญาตพูดแทนท่านอธิบดีฯว่า เราก็ต้องมาพิจารณาเริ่มกันใหม่ให้ความเป็นธรรม เพราะว่าบางทีผู้ต้องหาหรือผู้กล่าวหาเขาอาจจะมีข้อมูลอะไรที่ยังซ่อนอยู่และถูกพิจารณาครบถ้วนหรือไม่ เป็นหน้าที่ของพวกเราที่ต้องดู ไม่ต้องห่วงว่า สํานักงานเราเป็นมืออาชีพเพียงพอที่จะดําเนินคดีตัวนี้ด้วยความเป็นธรรมทุกอย่าง

หลังจากวันนี้ไปจะมีการผลคดีเป็นอย่างไร เราจะมีคําอธิบายทั้งหมด ส่วนเรื่องขอความเป็นธรรม เราเปิดโอกาสให้ร้องขอความเป็นธรรมตามระเบียบที่รองรับอยู่แล้ว สามารถดำเนินการได้ แต่ชุดสอบสวนทำคดีมานาน น่าจะมีเข้ามาอยู่ในนี้ครบถ้วนแล้วเราก็จะรับพิจารณาทั้งหมด ส่วนจะต้องมีคณะทํางานกี่คนยังตอบไม่ได้ครับขออนุญาตดูสํานวน ซึ่งเรามีผู้เชี่ยวชาญแต่ละด้านเข้าไปอยู่ในชุด ส่วนเรื่องความหนักใจที่ทำคดีมีตำรวจจำนวนมากเป็นผู้ต้องหา เราไม่หนักใจ สำนักงานเรารับคดีตํารวจเป็นผู้ต้องหาเป็นหลักอยู่แล้วทำมาจำนวนมากเราก็รับทําเต็มที่อยู่แล้วที่ผ่านมาคดีสำคัญอย่างคดี ผกก.โจ้ตนก็ทำมาเเล้ว

ทางด้าน นายวีระ หรือบอย หนึ่งในผู้ต้องหาในคดีนี้ เปิดเผยว่า ในคดีของตนมองว่าข้อกฎหมายของประเทศไทยเป็นการกล่าวหาไว้ก่อนแล้วค่อยมาต่อสู้หรือชี้แจงด้วยข้อเท็จจริง ซึ่งตนส่งเอกสารและพยานหลักฐานไปหมดแล้ว หลังจากนี้ให้เป็นเรื่องของกฎหมาย พร้อมระบุว่าความจริงก็คือความจริง ส่วนวันนี้ดีใจที่คนที่ไม่เกี่ยวข้องด้วยรอดหมดแล้ว ซึ่งที่ผ่านมาคนกลุ่มนั้นถูกกลั่นแกล้ง ถูกจับใส่กุญแจมือเข้าห้องขัง ยึดของกลางรวมถึงโทรศัพท์ ถือว่าเป็นวิธีการที่โหดร้าย เพราะพวกเขาไม่เกี่ยวข้องด้วยเลย และตอนนี้ของกลางก็ยังไม่ได้คืน ซึ่งตำรวจอ้างว่าหายและไม่มีใครติดตามหรือช่วยเหลือคดี

พร้อมยืนยันว่า ตนไม่เคยมีพฤติกรรมเข้าไปเกี่ยวข้อง ไม่เคยแตะตัวนายเป้ และไม่เคยกักขังหน่วงเหนี่ยว แต่ที่อยู่ในเหตุการณ์วันนั้นด้วย เพราะตนเป็นสายลับคอยให้ข้อมูลกับตำรวจว่าใครทำเว็บพนันบ้าง ซึ่งข้อมูลที่ให้กับตำรวจตนไม่รู้รายละเอียดเชิงลึก แต่มีการพูดต่อๆ กันมา ส่วนตำรวจจะไปสืบสวนวิธีการแบบใดนั้นตนไม่ทราบ แต่ยอมรับว่ามีการไปชี้เป้าที่บ้านจริง แต่ไม่ได้เข้าไปร่วมจับกุมด้วย ส่วนข้อกล่าวหาที่บอกว่าตนไปล็อบบี้คดี ปฏิเสธว่าไม่มี

ส่วนความสนิทสนมของตนกับนายตำรวจชั้นผูัใหญ่ ยอมรับว่าเคยดูแลนายพลระดับสูงที่เป็นคนดำเนินคดีกับตนเอง เนื่องจากตนทำธุรกิจท่องเที่ยวจึงมีการอำนวยความสะดวกให้นายพลระดับสูงและพรรคพวก ระหว่างท่องเที่ยว แต่ยืนยันว่าไม่ใช่ลูกน้องใคร และไม่เคยทำหน้าที่พ่อบ้านรับเคลียร์หรือเคลียร์หน้าเสื่อให้กับใคร