ปรากฏการณ์ ‘หมอสมาน’ 9 ปี มือปราบ ‘น้ำเมา’

25.02.17 | 12:30 น.

ถูกจับตามองมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่มีข่าวลือว่าจะโยกย้าย นพ.สมาน ฟูตระกูล ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ด้วยกระแสว่า ถูกบริษัทเหล้ายักษ์ใหญ่แทรกแซง จนกระทั่งเป็นจริงเมื่อมีคำสั่งจากอธิบดีกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ให้ นพ.สมานย้ายไปปฏิบัติหน้าที่สำนักโรคเอดส์ วัณโรคและโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2560

ทันทีที่คำสั่งดังกล่าวเผยแพร่ออกสู่สาธารณะ เกิดปรากฏการณ์ลือสนั่นถึงสาเหตุว่า เป็นเพราะอะไร ประกอบกับกระแสการ ?ยึดติด? ตัวบุคคลก็เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มเอ็นจีโอ เครือข่ายองค์กรงดเหล้า เครือข่ายเยาวชนต่างๆ ออกมาคัดค้านการโยกย้ายครั้งนี้ ด้วยเหตุผลว่า นพ.สมานเป็นเสมือน ?มือปราบน้ำเมา? ทำงานเชิงรุก จนนำมาสู่คำถามว่า ในอนาคตเส้นทางการควบคุมการจำหน่ายและดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ส่งผลร้ายต่อสุขภาพ และผิดพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ.2551 จะเดินไปในทิศทางใด

แน่นอนว่า งานนี้ตกหนักไปที่ นพ.นิพนธ์ ชินนท์เวช ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ คนใหม่ที่ย้ายมาจากสำนักโรคติดต่อนำโดยแมลง คงต้องแบกรับความหวังในการขับเคลื่อนเรื่องนี้

เพราะต้องยอมรับว่า ตลอดกว่า 9 ปีของการดำรงตำแหน่งของ นพ.สมาน ได้สร้างความประทับใจกับสังคมไม่มากก็น้อย นั่นเพราะด้วยบุคลิกในการทำงานเชิงบู๊ ดำเนินคดีผู้ละเมิดกฎหมาย ?พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ.2551? โดยเฉพาะการตรวจจับความผิดตามมาตรา 30 ห้ามจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในลักษณะส่งเสริมการขาย ทั้งลด-แลก-แจก-แถม และมาตรา 32 ห้ามไม่ให้มีการโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ มีการตรวจจับลานเบียร์ การส่งเสริมการขายด้วยพริตตี้ หรือการลด-แลก-แจก-แถม โปรโมชั่นต่างๆ แม้กระทั่งบุฟเฟต์เบียร์

และที่โด่งดังที่สุดคงต้องยกให้กับการดำเนินคดีเกี่ยวกับการโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ผ่านโซเชียลมีเดียของกลุ่มดารา-ศิลปินราว 30 คน จนนำไปสู่การเรียกตัวมายังสำนักงานเพื่อสอบสวน และหวังเชื่อมโยงไปยังกลุ่มบริษัทยักษ์ใหญ่ เรียกว่า กรณีดังกล่าวจนทุกวันนี้ยังอยู่ระหว่างดำเนินคดี

Advertisement

จึงไม่แปลกที่สังคมภายนอกเกิดคำถามถึงการโยกย้ายครั้งนี้ แต่สำหรับสังคม สธ. ภายในกรมควบคุมโรคไม่คิดเช่นนั้น…

ยืนยันได้จาก นพ.สุเทพ เพชรมาก รองอธิบดีกรมควบคุมโรค หรือแม้แต่ นพ.โสภณ เมฆธน ปลัด สธ. ยังยืนยันว่า การย้ายครั้งนี้เป็นการย้ายในระบบราชการ ที่ต้องมีการหมุนเวียนตำแหน่งทุก 4 ปี เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงตำแหน่ง หรือพูดง่ายๆ ไม่ให้เกิดการ ?ยึดติด? และการที่คนเก่ง คนมีความสามารถย้ายไปยังตำแหน่งใหม่ๆ ก็จะเกิดการพัฒนาใหม่ๆ ขึ้น ขณะเดียวกันการโยกย้ายแต่ละครั้งยังเป็นการสลายขั้วอำนาจภายใน เพราะหลายที่ก็มีปัญหาจากการบริหารจัดการ การเปลี่ยนแปลงตำแหน่งมีคนใหม่ๆ อาจดีขึ้น อย่างไรก็ตาม สำหรับกรมควบคุมโรคก็อาจมีเหตุผลเหล่านี้ด้วย แต่ที่สำคัญการย้ายแต่ละครั้งมีคณะกรรมการพิจารณา อย่างกรมควบคุมโรคก็เช่นกัน และการย้ายครั้งนี้ไม่ได้ย้ายแค่ นพ.สมานคนเดียว แต่ยังย้ายข้าราชการรวมทั้งสิ้น 8 คน

แหล่งข่าวใน สธ.ให้ข้อมูลว่า เรื่องนี้ไม่น่าเกี่ยวข้องกับบริษัทน้ำเมา เพราะหากเกี่ยวข้องจริงๆ น่าจะย้าย นพ.สมานได้ตั้งนานแล้วหรือไม่ และยิ่งในยุค พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี รัฐบาลชุดนี้คงไม่น่าถูกแทรกแซงได้ เพราะหากมีบริษัทน้ำเมาอยู่เบื้องหลัง คงไม่จบง่ายๆ แต่ที่น่าสังเกตคือ จริงๆ นพ.สมานคงไม่ได้ยึดติดในตำแหน่งนี้ เพราะทำงานมานานเกือบ 10 ปีแล้ว และล่าสุดยังลงสมัครตำแหน่งรองอธิบดีกรมควบคุมโรคอีก ซึ่งหากได้รับเลือกก็ต้องไปเพื่อความก้าวหน้า เรื่องนี้อาจมาจากความเป็นห่วงของกลุ่มที่เรียกร้อง ห่วงว่าผู้อำนวยการคนใหม่จะสามารถขับเคลื่อนเรื่องนี้ได้เหมือน นพ.สมานหรือไม่มากกว่า

“จริงๆ ประเด็นการโยกย้ายข้าราชการภายในกรมควบคุมโรคไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้น แต่มีมานานแล้ว และก่อนการโยกย้ายทุกครั้งก็จะมีการถามข้าราชการถึงความสมัครใจ รวมทั้ง นพ.สมานก็อยู่ในข่ายถูกสอบถามเช่นกัน เพียงแต่ขณะนั้น นพ.สมานยังไม่ถูกพิจารณาย้าย แต่มาถูกย้ายในครั้งนี้แทน” แหล่งข่าวกล่าว

อย่างไรก็ตาม ผู้ที่ดูจะถูกคาดหวังครั้งนี้หนีไม่พ้น นพ.นิพนธ์ ชินนท์เวช ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์คนใหม่ ที่แม้ขณะนี้จะยังไม่ได้เข้านั่งเก้าอี้เต็มตัว เพราะยังต้องเคลียร์งานเก่าๆ ในสำนักโรคติดต่อนำโดยแมลง ทั้งเรื่องไข้เลือดออก ทั้งมาลาเรีย แต่ก็ดูจะเตรียมพร้อมไม่ใช่น้อย

“ผมในฐานะผู้บริหารยินดีที่จะทำงานเพื่อขับเคลื่อนร่วมกับเครือข่ายต่างๆ ทั้งภาครัฐ เอกชน และภาคประชาชน ประเทศไทยต้องเดินหน้าไปด้วยกันอยู่แล้ว ก็มีกดดันบ้าง เพราะ นพ.สมานก็ทำงานตรงนี้มานาน แต่ผมก็จะทำให้ดีที่สุด อย่างเรื่องการขับเคลื่อนกฎหมาย อะไรที่ดีอยู่แล้วก็ต้องทำต่อไป อะไรที่ต้องมีการพัฒนา หรือผลักดันให้เกิดขึ้นก็ต้องเดินหน้ากันไป ซึ่งเรื่องการบังคับใช้กฎหมายนั้น ในสำนักงานมีทีมนิติกรทำงานเรื่องนี้ ก็ยังทำต่อ” นพ.นิพนธ์กล่าวทิ้งท้าย

จากนี้ไปคงมีอะไรให้ได้ติดตาม!