แพทย์ชนบทเปิดที่มาความสำเร็จ หลังคว้ารางวัล ‘แม็กไซไซ’ ลั่นเดินหน้าลดเหลื่อมล้ำ-แก้ไขคอร์รัปชั่น ห่วงนโยบาย 30 บาทรักษาทุกที่ โดยเฉพาะการบริหารจัดการ และวางรากฐาน
เมื่อวันที่ 2 กันยายน ที่อาคารสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กลุ่มแพทย์ชนบท ประกอบด้วย นพ.วิชัย โชควิวัฒน กรรมการสุขภาพแห่งชาติ, นพ.ชูชัย ศุภวงศ์ ประธานกรรมการมูลนิธิแพทย์ชนบท, นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสะบ้าย้อย จ.สงขลา ในฐานะประธานชมรมแพทย์ชนบท และ นพ.เกรียงศักดิ์ วัชรนุกูลเกียรติ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา ในฐานะอดีตประธานชมรมแพทย์ชนบท แถลงเปิดใจภายหลังขบวนการแพทย์ชนบทได้รับรางวัล “แม็กไซไซ” ประจำปี 2024 จากมูลนิธิรามอนแมกไซไซ

นพ.วิชัย กล่าวว่า ขบวนการแพทย์ชนบท หมายถึง กลุ่มคนจํานวนมากที่มุ่งมั่นทํางานเพื่อการสาธารณสุขในชุมชนชนบท ซึ่งมี 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มแพทย์ชนบท ที่ออกไปทํางานในชนบทมายาวนาน, กลุ่มแนวร่วม หรือผู้ที่เข้าใจแพทย์ชนบท ทั้งในโรงเรียนแพทย์และใน สธ. และ กลุ่มภาคประชาสังคม โดยผลงานสำคัญที่ทำให้ได้รับรางวัลคือ ความพยายามสร้างระบบบริการสาธารณสุขจนทั่วทั้งประเทศ รวมถึงการต่อต้านทุจริต เนื่องจากงบประมาณของประเทศมีจํากัด ต้องพยายามทําอย่างไรให้ไปถึงชนบทโดยที่เงินไม่รั่วไหล ซึ่งขบวนการแพทย์ชนบทร่วมมือเพื่อให้ทุกอย่างอยู่ในความยุติธรรม

ด้านนพ.ชูชัย กล่าวถึง 3 ประเด็นใหญ่และปัจจัยสนับสนุนระบบสุขภาพไทยให้แข้มเข็งว่า 1.พัฒนาการในช่วงเกือบ 5 ทศวรรษ นับจากมีสหพันธ์แพทย์ชนบทเมื่อปี 2519 ซึ่งอีก 2 ปี จะครบ 50 ปีของขบวนการแพทย์ชนบท โดยเริ่มจากชมรมแพทย์ชนบทในปี 2521 จนเป็นมูลนิธิแพทย์ชนบทในปี 2525 ต่อมาพัฒนาเครือข่ายออกไปทั้งในและต่างประเทศ จนเรียกว่า ขบวนการแพทย์ชนบท 2.พัฒนาระบบสุขภาพไทยมีความก้าวหน้าไปมาก อ้างอิงจากทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยจอนส์ ฮอปกินส์ (John Hopkins University และ Nuclear Threat Initiative) ได้จัดอันดับให้ประเทศไทยขยับขึ้นเป็นอันดับ 5 จาก 195 ประเทศ และ 3.ทิศทางการปฏิรูประบบสุขภาพปฐมภูมิและชุมชนที่มีความพร้อมมากกว่าอดีต นำไปสู่ความสำเร็จ

“โดย 1.ขบวนการแพทย์ชนบทได้เติบใหญ่ขยายตัวไปมาก เพราะวัฒนธรรมองค์กรระบบสุขภาพไทย รวมถึงวัฒนธรรมองค์กร สธ.แตกต่างจากที่อื่น โดยมีเป้าหมายเพื่อประโยชน์ของเพื่อนมนุษย์เป็นกิจที่หนึ่ง ซึ่งเป็นพระราชปณิธานของสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรมพระบรมราชชนก 2.การพัฒนาการระบบสุขภาพไทยมีความมั่นคงอยู่แถวหน้าของโลก ด้วยการที่มีระบบสาธารณสุขมูลฐานที่เข้มแข็ง และระบบงานด้านระบาดวิทยาที่มีคุณภาพมาตรฐานระดับสากล และ 3.ทิศทางการปฏิรูประบบสาธารณสุขปฐมภูมิและชุมชน ที่เป็นปัจจัยเอื้อต่อความสำเร็จ” นพ.ชูชัย กล่าว

ด้าน นพ.เกรียงศักดิ์ กล่าวถึงบทบาทที่จะดำเนินต่อไปหลังจากได้รับรางวัลดังกล่าวว่า ขบวนการแพทย์ชนบทมุ่งมั่นที่จะลดความเหลื่อมล้ำ โดยที่ไม่ทิ้งผู้ใดผู้หนึ่งไว้ข้างหลังเป็นประเด็นสำคัญเรื่องแรก ส่วนเรื่องการแก้ปัญหากรณีการคอร์รัปชั่น เป็นที่ทราบกันอย่างดีในเรื่องของงบประมาณ หากลดการทุจริตคอร์รัปชั่นได้ จะสามารถกระจายการใช้งบได้อย่างเหมาะสม และสามารถทำให้ทรัพยากรที่เรามีอยู่นำมาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“เป็น 2 สาระสำคัญ และหลังจากนั้นจะเป็นองค์ประกอบอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นลดความเหลื่อมล้ำการเข้าถึงบริการ จะต้องหาวิธีเข้าถึงบริการที่มีประสิทธิภาพ และที่สำคัญคือ พยายามทำระบบสุขภาพปฐมภูมิให้ใช้งบได้อย่างเหมาะสม หากเริ่มต้นจากการทำรากฐานที่แข็งแรง ทำให้บริการปฐมภูมิมีประสิทธิภาพ โรคที่ต้องใช้การรักษายากๆ ที่ต้องใช้ทรัพยากรสูงมาก จะมีน้อยลง สิ่งเหล่านี้จะทำให้วิถีชีวิตของทุกคนเจริญขึ้น เราต้องดำเนินการต่อไปตราบใดที่ยังมีคนยากคนจนอยู่ในชนบท ซึ่งสิ่งหนึ่งที่จะต้องปกป้องไว้คือ หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ที่เรามีอยู่ในเวลานี้ให้มีอยู่อย่างยาวนาน เนื่องจากเราได้เปลี่ยนแปลงความคิดที่ว่า ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ จะทำได้ก็ต่อเมื่อเป็นประเทศที่ร่ำรวย แต่วันนี้เราได้เปลี่ยนแปลงว่า ยิ่งยากจน ยิ่งต้องมีระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ให้เกิดความมั่นคงด้านสุขภาพขึ้น นำไปสู่การสร้าง productivity ในเรื่องอื่นๆ ต่อได้ นี่คือการเปลี่ยนแปลงจนไทยเป็นผู้นำ และยังมีหลายๆ ประเทศที่มาเลียนแบบเรา ไม่ว่าจะเป็นประเทศยักษ์ใหญ่อย่างจีน ก็ยังมาขอผู้เชี่ยวชาญจากเรา” นพ.เกรียงศักดิ์ กล่าว
ขณะที่ นพ.สุภัทร กล่าวว่า รางวัลนี้เป็นรางวัลที่ให้กับขบวนการแพทย์ชนบทซึ่งมีประวัติศาสตร์การขับเคลื่อนมายาวนาน 48 ปี นับตั้งแต่ปี 2519 ซึ่งเกิดกลุ่มสหพันธ์แพทย์ชนบทขึ้น แล้วมาเปลี่ยนเป็นชมรมแพทย์ชนบทในปี 2521 จนถึงปัจจุบัน

“เป็นเวลา 48 ปี ที่เราสามารถผลักดันเชิงนโยบายที่สําคัญ อย่างน้อยก็ได้กฎหมายที่ใช้อยู่ในปัจจุบันถึง 7 ฉบับ ได้แก่ พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ว่าด้วยการควบคุมการบริโภคยาสูบ 2 ฉบับ, พ.ร.บ.กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ, พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545, พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2550 และ พ.ร.บ.ระบบสุขภาพปฐมภูมิ พ.ศ.2562 จำนวน 2 ฉบับ รวมถึงระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอําเภอ” นพ.สุภัทร กล่าว
นพ.สมศักดิ์ ชุณหรัศมิ์ ในฐานะตัวแทน ศ.นพ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส หนึ่งในผู้ที่เคยได้รับรางวัลแม็กไซไซ กล่าวว่า เหตุการณ์ 14 ตุลาคม ปี 2516 ก่อให้เกิดขบวนการแพทย์ชนบท คือแพทย์จบใหม่ที่ออกไปทำงานในชุมชน รับใช้คนจนรุ่นแล้วรุ่นเล่าจนเกิดเป็นขบวนการแพทย์ชนบทมาอย่างยาวนาน แม้จิตสํานึกนี้ได้หายไปแล้วในระดับอุดมศึกษา แต่การทํางานในชุมชน ทําให้แพทย์ชนบทเข้าใจระบบและการจัดการและรู้ความจริงของแผ่นดินไทย

“คนไทยไม่รู้ความจริงของแผ่นดินไทย คือปัญหาของประเทศ ถ้าไม่รู้ความจริง ก็จะทำไม่ถูกต้อง ประเทศไทยจึงอยู่ในวิกฤตเรื้อรัง” นพ. สมศักดิ์ กล่าวและว่า เมื่อแพทย์ชนบทเข้ามาทํางานในส่วนกลาง จึงสามารถขับเคลื่อนนโยบายได้ ในขณะที่แพทย์เฉพาะทางมีความเป็นเลิศทางวิชาการ แต่ไม่สามารถสานต่อความเป็นแพทย์ชนบทได้ เราจึงใช้คําว่า community to policy จากชุมชนสู่นโยบาย หมายถึง แพทย์ชนบทซึ่งผ่านการทํางานชุมชนมาก่อน แล้วมาขับเคลื่อนนโยบาย ซี่งนโยบายเป็นปัญญาสูงสุดของชาติ เช่น นโยบายหลักประกันสุขภาพของชาติ ที่ทำให้คนจนทั้งประเทศได้รับประโยชน์มหาศาล ประเทศไทยมีการปฏิรูประบบสุขภาพ ทําให้ประเทศไทยมีระบบสุขภาพที่ดีมีชื่อเสียงขจรไปทั่วโลก โดยที่ประเทศไทยไม่ใช่ประเทศร่ำรวย แต่สามารถทําสิ่งเดียวกับประเทศร่ำรวยที่สุด” นพ.สมศักดิ์ กล่าว

นพ.สมศักดิ์ กล่าวต่อว่า คณะกรรมการปฏิรูประบบสุขภาพจึงได้สร้างองค์กรที่เป็นอิสระขึ้นมาช่วย สธ. กระบวนการปฏิรูประบบสุขภาพและสาธารณสุขของไทย 7 องค์กร ได้แก่ สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.), สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.), สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.), สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.), สถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล (สรพ.), สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ), และ มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ (มสช.) เมื่อร่วมกับ สธ.จะเป็นองค์กร ส.ทั้ง 8 ที่จะขับเคลื่อนเรื่องดีๆ ให้ไปอีกได้
นอกจากนี้ นพ.เกรียงศักดิ์ วัชรนุกูลเกียรติ และนพ.สุภัทร ได้ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีหลายโรงพยาบาลศูนย์ที่มีปัญหาด้านการเงินจากการจัดสรรเงินผู้ป่วยในที่ใช้สิทธิ์บัตรทอง โดยนพ.เกรียงศักดิ์ กล่าวว่า เป็นเรื่องปกติของระบบหลักประกันที่จะเกิดขึ้น ก่อนที่จะมีระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาตินั้น ในประเทศออสเตรเลียตั้งแต่สมัยก่อน เขามีระบบหลักประกัยสุขภาพแห่งชาติเป็นกฎหมายออกมา แต่กว่าจะมีผลบังคับใช้ก็กว่า 50 ปี เพราะมีการต่อต้านจากบุคคลบางกลุ่มที่อาจจะไม่เข้าใจในระบบนั้นอย่างแท้จริง
“ถามว่า ระบบศูนย์โรงพยาบาลทั่วไปที่ติดลบด้านงบการเงิน ต้องถามว่า ติดลบจากอะไร สาเหตุที่เกิดขึ้นจากอะไร ติดลบที่มีอยู่น้อยลงไปกว่าเดิมหรือไม่ เพราะก่อนที่จะมีระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เงินบำรุงหักด้วยหนี้สินของโรงพยาบาลต่างๆ ยิ่งโดยเฉพาะช่วงก่อนที่มีโรคโควิด-19 มีอยู่เพียงหมื่นล้านบาท แต่หลังจากช่วงโควิด-19 มีถึง 9 หมื่นล้านบาท หากสมมติว่าติดลบจริง เราต้องดูว่าเราจะอยู่ได้อย่างไร เพราะมีระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติมาตลอด 20 กว่าปี มองว่าเป็นเรื่องปกติ เพราะการคิดคือ ติดลบจากอะไร ติดลบจากต้นทุน หรือติดลบจากราคาขาย ต้องเอาตรงนี้ไปหารือกัน หากมองดีๆ เรื่องงบระบบหลักประกันสุขภาพ ตั้งแต่ที่เริ่มต้นเมื่อปี 2544-2545 ขณะนั้นมีงบเฉลี่ยต่อหัวราว 1,202 บาท แต่ปัจจุบันขยับขึ้นเป็นกว่า 4,000 บาท แล้ว ขณะเดียวกัน เราก็เพิ่มสิทธิประโยชน์ด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นการดูแลรักษาพยาบาลที่มีมากขึ้นเรื่อยๆ ลงลึกตามอวัยวะ” นพ.เกรียงศักดิ์ กล่าว
ด้านนพ.สุภัทร กล่าวว่า เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นจริง เป็นสิ่งที่เราต้องช่วยกันขับเคลื่อน เพราะจริงๆ แล้วหัวใจสำคัญที่สุดคือ การที่ชาวบ้านได้เข้าถึงบริการมากขึ้นจากระบบหลักประกันสุขภาพที่มีอยู่ในปัจจุบัน แต่จะทำอย่างไรให้ดีขึ้นและเข้าถึงได้มากขึ้น ภายใต้งบที่มีจำกัด นี่เป็นโจทย์ยากและต้องก้าวข้ามไปด้วยกัน
เมื่อถามถึงข้อเสนอที่ให้ผู้ป่วยสิทธิบัตรทองร่วมจ่ายค่ารักษาด้วย มีจุดยืนอย่างไร นพ.เกรียงศักดิ์ กล่าวว่า เป็นเรื่องที่ถกเถียงกันมานานมาก ถ้าเกิดจะร่วมจ่ายได้มีอยู่ทางเดียวคือ ร่วมจ่ายก่อนป่วย ถ้าจะร่วมจ่ายหลังป่วย คิดว่าเป็นระบบที่ล้มเหลว การร่วมจ่ายจะนำไปสู่ข้อมูลที่ไม่เสมอภาคกัน ระหว่างผู้ให้บริการและผู้รับบริการ หลักประกันสุขภาพแห่งชาติเราจะไม่มีการให้ร่วมจ่าย เนื่องจากเรากำหนดสิทธิประโยชน์ว่า เขาจะต้องใช้บริการที่มีคุณภาพและบริการที่มีมาตรฐานที่ดีเพียงพอ เพราะฉะนั้น การร่วมจ่ายเป็นการบอกข้อมูลที่ไม่เท่ากัน ไม่ควรจะมีวิธีนี้เกิดขึ้น แต่เราสามารถใช้วิธีอื่นได้ เช่น ใช้กลไกการต่อรองรวมของประเทศ ให้ราคาลดลงกว่า 2-3 เท่าตัวได้
“เช่น แก้วหูเทียม จากราคาที่กรมบัญชีกลางเคยจ่ายให้ 850,000 บาท ต่อรองจนเหลือ 350,000 บาท โดยคุณภาพมาตรฐาน บางทีการร่วมจ่ายก็จะทำให้ประชาชนไม่ได้รับความเป็นธรรม จะทำให้เกิดการบริการที่เป็นสองมาตรฐานในโรงพยาบาลเดียวกัน เช่น ร่วมจ่ายยาตัวนี้หรือไม่ เพื่อคุณภาพที่ดีกว่า เราไม่ต้องการให้เกิดภาพแบบนั้นขึ้นในโรงพยาบาล” นพ.สุภัทร กล่าวและว่า การร่วมจ่ายเป็นรายได้เสริมของโรงพยาบาลที่เพิ่มขึ้น แต่หัวใจที่ให้ความสำคัญกว่าคือ เรื่องจะวางระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติอย่างไรไม่ให้เกิดความเหลื่อมล้ำ หากการร่วมจ่ายเป็นจุดกำเนิดของความเหลื่อมล้ำ ก็เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องในหลักการ แต่จะทำอย่างไรให้โรงพยาบาลต่างๆ มีงบเพิ่มขึ้น ก็เป็นอีกโจทย์หนึ่ง
เมื่อถามถึงกรณีที่ผ่านมา แพทย์ชนบทหลายๆ คนในยุคใหม่ เริ่มมีแนวทางหรือแนวคิดที่ไม่สอดคล้องกับนโยบายของฝ่ายบริหาร หลังจากนี้จะยืนหยัดในแนวทางปฏิบัติเพื่อประชาชนอย่างไร นพ.สุภัทร กล่าวว่า ขบวนการแพทย์ชนบทเป็นพลเมืองที่รวมตัวกันเพื่ออุดมคติร่วมกัน แน่นอนว่า ความคิดความฝันย่อมแตกต่างจากระบบราชการที่อยู่ในสังกัดนั้นๆ ได้ ดังนั้น การวิพากษ์วิจารณ์ การให้ความเห็นต่อสิ่งที่รู้สึกว่าไม่ใช่ ก็ย่อมทำให้ผู้ใหญ่ไม่เห็นด้วย และเห็นว่าแบบนี้ไม่ได้ ข้าราชการทำแบบนี้ไม่ได้ เพราะฉะนั้น ความขัดแย้งระหว่างขบวนการแพทย์ชนบทกับผู้มีอำนาจก็น่าจะยังคงอยู่ตลอดไป
เมื่อถามว่าได้พูดคุยกับนายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการ สธ. บ้างหรือยัง นพ.สุภัทร กล่าวว่า เดี๋ยวต้องมีการพูดคุยกันแน่นอน และสิ่งที่อยากจะเสนอคือ เรื่องหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า เพราะเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาลที่จะทำ 30 บาทรักษาทุกที่ และระบบบริการปฐมภูมิที่จะให้ประชาชนเข้าถึงได้ดีที่สุด
เมื่อถามว่าจำเป็นต้องเพิ่มงบบัตรทองหรือไม่ นพ.สุภัทร กล่าวว่า งบบัตรทองเพิ่มขึ้นทุกปีอยู่แล้ว แต่สิ่งสำคัญคือ การบริหารจัดการ และวางรากฐาน

