หน้าแรก ในประเทศ สธ.เร่งส่งทีม...

สธ.เร่งส่งทีม MERT ระดมบุคลากรแพทย์ช่วยผู้ประสบอุทกภัยเชียงราย

13.09.24 | 11:48 น.

สธ. เร่งส่งทีมทีมแพทย์สนามฉุกเฉินระดับตติยภูมิ ช่วยผู้ประสบอุทกภัยเชียงราย

วันที่ 13 กันยายน นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์น้ำท่วมในเขตจังหวัดภาคเหนือ โดยเฉพาะจังหวัดเชียงราย ทำให้มีประชาชนจำนวนมากได้รับความเดือดร้อน ทั้งในด้านทรัพย์สิน ความเป็นอยู่อาศัยและสุขภาพ หลายครัวเรือนมี ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยและเด็ก กระทรวงสาธารณสุขมีความห่วงใยประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ จึงสั่งการให้หน่วยงานในสังกัดเร่งดำเนินการช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนให้เร็วที่สุด โดยให้มีการตั้งศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินด้านการแพทย์และสาธารณสุข (PHEOC) เพื่อติดตามสถานการณ์และให้การช่วยเหลือประชาชน ร่วมกับทุกภาคส่วน ทั้งนี้ ได้สั่งการให้กรมการแพทย์จัดทีม MERT ลงพื้นที่ด่วนที่จังหวัดเชียงราย โดยให้ประสานงานกับพื้นที่ในการจัดภาระงานด้านการรักษาให้มีประสิทธิภาพ สามารถเข้าถึงประชาชนได้มากที่สุด

พญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า กรมการแพทย์ได้มีการประชุมเพื่อดำเนินการช่วยเหลือประชาชนที่ประสบอุทกภัยตามข้อสั่งการจากกระทรวงสาธารณสุข โดยมีการดำเนินการในหลายส่วน ไม่ว่าจะเป็นการส่งยาและเวชภัณฑ์ การประสานงานในพื้นที่เรื่องการรักษาผู้ป่วย การให้ความรู้ด้านการแพทย์เกี่ยวกับการดูแลรักษาป้องกันโรคที่เกิดจากอุทกภัย และการจัดทีมแพทย์สนามฉุกเฉินระดับตติยภูมิ (Medical Emergency Response Team: MERT) ปฏิบัติงานร่วมกับแพทย์ในพื้นที่หมุนเวียนช่วยเหลือประชาชน ทำการคัดแยก ดูแลช่วยเหลือผู้ป่วยฉุกเฉินในขั้นต้นให้ปลอดภัย ก่อนส่งต่อผู้ป่วยไปโรงพยาบาล ทีมแพทย์ดังกล่าวมีความเชี่ยวชาญทำงานเป็นทีมร่วมกับหน่วยงานอื่นๆ ภายใต้ระบบสั่งการในภาวะฉุกเฉินตามมาตรฐานสากล ซึ่งเป็นชุดปฏิบัติการที่มีศักยภาพความพร้อมสูง คล่องตัว ทั้งด้านบุคลากรเครื่องมือ วัสดุอุปกรณ์ ทั้งนี้ ทีม MERT ต้องรับภารกิจอย่างชัดเจนที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงราย เบื้องต้นที่ได้รับมอบหมายคือไปสนับสนุนดูแลศูนย์พักพิงที่ วัดห้วยปลากั้ง อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย

Advertisement

“ทีม MERT ของกรมการแพทย์ที่ลงพื้นที่ในวันนี้ (13 กันยายน 2567) ประกอบด้วยบุคลากรจำนวน 23 คน ประกอบด้วย แพทย์ 4 คน พยาบาล 8 คน เภสัช 1 คน นักปฏิบัติการฉุกเฉิน 1 คน เจ้าหน้าที่กู้ชีพ 7 คน เจ้าหน้าที่สื่อสาร 1 คน ช่างเทคนิค 1 คน เป็นบุคลากรจากกองวิชาการแพทย์ โรงพยาบาลราชวิถี โรงพยาบาลเลิดสิน โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี และได้รับการสนับสนุนจากมูลนิธิร่วมกตัญญูในการขนส่งวัสดุอุปกรณ์ ในเบื้องต้นคาดว่าได้รับภารกิจในการปฏิบัติงาน จำนวน 5 วัน ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับสถานการณ์และภารกิจที่ได้รับมอบหมายในพื้นที่” พญ.อัมพร กล่าว

ขณะที่ นพ.อรรถพล แก้วสัมฤทธิ์ รองอธิบดีกรมอนามัย เปิดเผยในการประชุม EOC กรมอนามัย ว่า ขณะนี้มีพื้นที่หลายจังหวัดของประเทศไทยได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก และดินโคลนถล่ม ทำให้มีพื้นที่ประสบภัยถึง 8 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย พระนครศรีอยุธยา สระบุรี นครนายก พิษณุโลก พิจิตร และอ่างทอง ส่งผลให้ประชาชนได้รับผลกระทบกว่า 19,578 ครัวเรือน โดยเฉพาะตอนนี้จังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ ยังเป็นพื้นที่ประสบภัยขั้นวิกฤติ  มีผู้บาดเจ็บ เสียชีวิตจากดินโคลนถล่ม บางรายติดค้างอยู่ภายในบ้าน ไม่สามารถออกจากพื้นที่ได้ ขาดแคลนอาหาร น้ำดื่ม น้ำใช้ และขับถ่ายไม่สะดวก บางส่วนต้องเร่งย้ายออกจากบ้านไปยังศูนย์อพยพหรือศูนย์พักพิงชั่วคราว

ซึ่งมีข้อจำกัดในด้านการดูแลสุขาภิบาล สุขอนามัย และสภาพแวดล้อมที่ดีมากพอ

“จากสถานการณ์ภัยพิบัติดังกล่าว กรมอนามัย จึงมอบหมายทีม SEhRT ศูนย์อนามัย ปฏิบัติภารกิจร่วมกับหน่วยงานระดับจังหวัดเร่งสำรวจประเมินความเสี่ยง เฝ้าระวังการปนเปื้อนเชื้อโรคในอาหารและน้ำ จัดการสุขาภิบาลและสุขอนามัย ได้แก่ ส้วมและสิ่งปฏิกูล ขยะ พื้นที่พักอาศัย พร้อมสนับสนุนชุด V-Clean ส้วมกล่องกระดาษ ชุด Sanitation toolkit ชุดทดสอบการปนเปื้อนเชื้อโรคในอาหารและน้ำ ชุดทดสอบคลอรีนอิสระคงเหลือในน้ำ สำหรับใช้ในช่วงประสบภัยเพื่อลดการปนเปื้อนเชื้อโรคต่าง ๆ ที่มากับน้ำท่วม” นพ.อรรถพล กล่าว

ทั้งนี้ นพ.อรรถพล กล่าวว่า น้ำท่วมในภาคเหนือที่เกิดขึ้นมักเป็นดินโคลนถล่ม น้ำป่าไหลหลากมา แล้วเคลื่อนตัวไปยังพื้นที่จังหวัดที่อยู่ด้านล่างอย่างรวดเร็ว จึงให้ทีม SEhRT เตรียมสนับสนุนหน่วยงานในพื้นที่ทำการฟื้นฟูหลังน้ำลด โดยสำรวจ ตรวจสอบความเสียหายของระบบสาธารณูปโภคที่สำคัญ เช่น ประปาหมู่บ้าน ประปาชุมชน ตลอดจนกิจการที่มีประชาชน ใช้บริการจำนวนมากทั้งตลาด ร้านจำหน่ายอาหาร โรงเรียน ศูนย์เด็กเล็ก

เพื่อเร่งปรับปรุงระบบให้กลับคืนสู่สภาวะปกติ สะอาด ปลอดโรค ปลอดภัยให้เร็วที่สุด และขอความร่วมมือทุกหน่วยงานเฝ้าระวัง ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเนื่องจากการเกิดภัยพิบัติมัก มาอย่างรวดเร็ว ไม่ทันตั้งตัว การรับฟังข่าวสาร หมั่นสังเกตความผิดปกติรอบตัว จะทำให้ประชาชนรู้ตัวเร็ว และสามารถหลบหนี อพยพ ออกจากพื้นที่เสี่ยงได้อย่างรวดเร็ว ลดความสูญเสียที่เกิดขึ้นได้ อีกทั้งขอให้เน้นย้ำการสื่อสารสร้างความรอบรู้แก่ประชาชนผ่านสื่อช่องทางต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการป้องกันโรคที่มากับน้ำท่วม เช่น โรคน้ำกัดเท้า โรคเชื้อราบนผิวหนัง โรคฉี่หนู ตลอดจนโรคที่เกิดจากการปนเปื้อนของเชื้อโรคลงในอาหาร ทำให้อาหารเกิดการบูดเน่า เมื่อรับประทานอาหารเข้าไป จึงทำให้เกิดภาวะโรคท้องเสียท้องร่วงต่อไป