พลังงานเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นต่อการดำรงชีวิตอย่างมาก พลังงานบางอย่างมีอยู่อย่างจำกัด ดังนั้นจึงต้องมีการค้นหาและใช้พลังงานทดแทน เพื่อเป็นพลังงานทางเลือก เวทีประกวด Thailand Energy Awards ซึ่งจัดโดยกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน กระทรวงพลังงาน เพื่อยกย่องและชื่นชมผู้มีผลงานดีเด่นด้านการอนุรักษ์พลังงานและการพัฒนาพลังงานทดแทน โดยในปีนี้มีผลงานที่ชนะการประกวดทั้งสิ้น 64 โครงการ จากจำนวนผู้ส่งผลงานเข้าประกวดทั้งสิ้น 260 โครงการ 5 ด้าน ได้แก่ ด้านพลังงานทดแทน ด้านอนุรักษ์พลังงาน ด้านบุคลากร ด้านพลังงานสร้างสรรค์ และด้านผู้ส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานและพลังงานทดแทน ซึ่งผลงาน “การประยุกต์ใช้พลังงานสะอาดเพื่อพัฒนาการผลิตชาของวิสาหกิจชุมชนชาดอยปู่หมื่น” ของคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนอร์ท-เชียงใหม่ ผลงานของ อ.พิเชษฐ์ ทานิล อ.นิติพัฒน์ จอมมงคล อ.เลอศักดิ์ บุญทัน และ อ.วิบูลย์ จันทรมณี ได้รับรางวัลดีเด่นด้านพลังงานทดแทน ประเภทโครงการประยุกต์ใช้พลังงานทดแทน (Special Submission) ในการนี้ นายยศพงศ์ คุปตะบุตร รองอธิบดีกรมพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) กระทรวงพลังงาน พร้อมคณะได้ลงพื้นที่เพื่อเยี่ยมชมโครงการดังกล่าว โดยมี อ.พิเชษฐ์ นายพยุงศักดิ์ ไชยกอ ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนดอยปู่หมื่น นายเจริญไชย ไชยกอ ปธ.วิสาหกิจชุมชนดอยปู่หมื่น กลุ่มส่งเสริมอาชีพเกษตรและสืบสานวิถีชนเผ่าร่วมต้อนรับ

นายยศพงศ์กล่าวว่า พลังงานทางเลือกหรือพลังงานชุมชนแบบพึ่งตนเอง นับเป็นหนึ่งในนโยบายภาครัฐที่จะให้ชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองได้โดยการแสวงหาและพัฒนาพลังงานทางเลือก เพื่อให้ชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองได้ ดังนั้น การวางแผนพลังงานที่เกิดจากชุมชน ท้องถิ่น ย่อมก่อให้เกิดพัฒนาการในการเรียนรู้ของชุมชนด้านพลังงาน พร้อมๆ กับการปลูกฝังและปรับเปลี่ยนทัศนคติของประชาชนในการใช้พลังงานอย่างรู้คุณค่า ก่อให้เกิดพลังขับเคลื่อนที่เป็นมิติใหม่ด้านพลังงานของประเทศ และยืนอยู่บนฐานของการพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืนในอนาคต ซึ่งวันนี้ได้ลงพื้นที่เยี่ยมชมความสำเร็จโครงการการประยุกต์ใช้พลังงานสะอาดเพื่อพัฒนาการผลิตชาของวิสาหกิจชุมชนชาดอยปู่หมื่น ซึ่งเป็นที่แรกของประเทศที่พัฒนาเครื่องจักรแปรรูปชาโดยใช้พลังน้ำมาขับเคลื่อน นับเป็นต้นแบบของกระบวนการแปรรูปที่ใช้พลังงานสะอาด ที่มีการลดต้นทุนการผลิตด้านเชื้อเพลิงของการแปรรูปโดยใช้พลังงานสะอาดและลดการใช้ฟืน ถ่าน 100% นำไปสู่การพัฒนาด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ด้วยการออกแบบสร้างและพัฒนาเครื่องแปรรูปที่คำนึงถึงหลักการใช้งานง่าย จนประสบความสำเร็จคว้ารางวัลดีเด่นด้านพลังงานทดแทน เวที Thailand Energy Awards ประจำปี 2016

อ.พิเชษฐ์กล่าวว่า ชุมชนดอยปู่หมื่น อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ มีรายได้จากการผลิตชาเป็นหลัก ตั้งอยู่ที่ระดับความสูง 1,300 เมตร เหนือระดับน้ำทะเลปานกลาง ส่งผลให้ไม่มีไฟฟ้าใช้เพราะอยู่ห่างไกลจากระบบสายส่งของการไฟฟ้า ดังนั้น ในแต่ละกระบวนการแปรรูปชาจึงต้องใช้เครื่องยนต์ดีเซลเป็นต้นกำลังขับเคลื่อนในการหมุน และใช้เป็นต้นกำลังในการผลิตไฟฟ้าจากเครื่องกำเนิดไฟฟ้า และใช้ไม้ฟืน ถ่าน ก๊าซหุงต้มเป็นเชื้อเพลิงในการคั่ว ย่าง และอบใบชา อีกทั้งสภาพภูมิอากาศที่มีเมฆหมอกปกคลุมเกือบตลอดทั้งปี ทำให้ไม่สามารถใช้ไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่เนื่องจากเป็นชุมชนแหล่งต้นน้ำที่มีความอุดมสมบูรณ์ มีน้ำไหลผ่านตลอดทั้งปี ทีมนักศึกษาและอาจารย์คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนอร์ท-เชียงใหม่ จึงได้ริเริ่มโครงการพัฒนาแหล่งน้ำให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนตามแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง มาบูรณาการเข้ากับวิถีการใช้พลังงานของชุมชนดอยปู่หมื่น ตั้งแต่ปี 2549 จนถึงปัจจุบัน โดยถือว่าแหล่งน้ำที่มีอยู่เป็นศูนย์กลางและเป็นหัวใจของการพัฒนาในทุกๆ ด้าน พร้อมทั้งสร้างสรรค์นวัตกรรมเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับสภาพภูมิสังคมไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาวิสาหกิจชุมชนดอยปู่หมื่น ด้วยการนำพลังงานน้ำมาผลิตไฟฟ้าและพลังงานกลแทนการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง และไม้ฟืน เมื่อปี 2555 ชุมชนได้รับการสนับสนุนติดตั้งโรงไฟฟ้าพลังน้ำขนาดเล็กระดับหมู่บ้าน ขนาดกำลังไฟฟ้า 30 กิโลวัตต์ ปัจจุบันคงเหลือเฉพาะการนำพลังงานน้ำไปใช้งานในรูปแบบของพลังงานกลและได้ออกแบบสร้างเครื่องตะบันน้ำเพื่อสูบน้ำจากแหล่งน้ำสะอาดไปใช้ในห้องคัดบรรจุชา ส่งผลให้ชุมชนมีรายได้เพิ่มขึ้น ต้นทุนการผลิตลดลง ชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองได้ในหลายมิติ ทั้งด้านทรัพยากรธรรมชาติ เศรษฐกิจ และสังคม

โครงการประยุกต์ใช้พลังงานสะอาดเพื่อพัฒนาการผลิตชาของวิสาหกิจชาชุมชนดอยปู่หมื่น มีการใช้พลังงานน้ำแทนการใช้พลังงานสิ้นเปลืองในทุกกระบวนการแปรรูปชาที่มีอยู่เดิม โดยมีการติดตั้งเครื่องตะบันน้ำเพื่อสูบน้ำจากแหล่งน้ำสะอาด (ตาน้ำ) ไปใช้ในห้องคัดบรรจุชาที่อยู่ในพื้นที่สูงกว่าแหล่งน้ำสะอาดถึง 30 เมตร โดยระบบที่ขับเคลื่อนการผลิตชาทั้งหมด ได้ต้นกำลังมาจากพลังงานน้ำที่สร้างขึ้นเพื่อทดแทนการใช้น้ำมันดีเซล ทำให้ลดค่าใช้จ่ายได้กว่า 109,620 บาท/ปี ผลสำเร็จที่ได้จากโครงการสามารถแปลงพลังงานน้ำเป็นพลังงานกล ใช้แทนเครื่องยนต์ดีเซลได้ประมาณ 3,654 ลิตร/ปี หรือเทียบเท่าการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ประมาณ 9.8 ตันคาร์บอนไดออกไซด์/ปี และที่สำคัญโครงการนี้ทำให้ชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองได้ในหลายมิติ ทั้งด้านทรัพยากรธรรมชาติ เศรษฐกิจ และสังคม โดยมีผลประโยชน์ทั้งทางตรงและทางอ้อม

“ขอเชิญชวนสถานประกอบการ หากมีผลงานด้านการอนุรักษ์พลังงาน หรือการใช้พลังงานทดแทน สามารถส่งผลงานเข้าประกวดได้ในเวที Thailand Energy Awards เพื่อนำผลงานไปต่อยอดในการอนุรักษ์พลังงานต่อไป” นายยศพงศ์กล่าว

