เสียง “ท้วง” ในเรื่องการใช้อำนาจตาม “มาตรา 44” ที่ดังขึ้นมาขณะนี้ดำเนินไปด้วยความนิ่มนวล
“นิ่มนวล” เพราะ “เกรงใจ”
ไม่ว่าจะเป็นเสียงอันมาจากคนที่ทำงานในด้าน “สันติศึกษา” ไม่ว่าจะเป็นเสียงอันมาจากคนที่คร่ำหวอดอยู่กับแนว”อหิงสา” มายาวนาน
ทั้งที่อยู่ใน”สถาบันพระปกเกล้า” ทั้งที่อยู่ใน “มหาวิทยาลัยมหิดล”
หรือแม้กระทั่ง “ดร.”จาก”ธรรมศาสตร์”
มิได้ดำเนินไปอย่างกระโชก โฮกฮาก หรือสะท้อนความเกลียดชัง
ตรงกันข้าม เปี่ยมด้วยรักและปรารถนาดี
เสียงจาก”สถาบันพระปกเกล้า” ยืนยัน หากยืดเยื้อ ยาวนาน ยิ่งไม่เป็นผลดี
บทสรุปก็คือ “มาตรา 44” เป็น “ดาบสองคม”
ถามว่าบทบาทและ“ความหมาย”อย่างเป็น”วิทยาศาสตร์”ที่สุดของ “ดาบสองคม” คืออะไร
ต้องถามต่ออีกว่า “เป้าหมาย” ของ”มาตรา 44″ คืออะไร
คำตอบก็คือ ต้องการจัดการกับ “ปัญหา” ด้วยความเฉียบขาด ฉับไว
ไม่ได้ต้องการให้ “ยืดเยื้อ” หรือ “ยาวนาน”
แต่ธรรมชาติของ “ดาบสองคม” นั้นเรียกร้องให้ระมัดระวังเป็นอย่างสูงในการใช้
เพราะคม 1 อาจฟาดเข้าตรงหน้า
ขณะเดียวกัน หากเสร็จจาก “ตรงหน้า” แล้วอีกคม 1 อาจย้อนกลับมายัง “เจ้าตัว”
เพราะว่ามันเป็น “ดาบสองคม”
เพราะว่า บทบาทและความหมายอย่างแท้จริงของ “มาตรา 44” คือ “อำนาจพิเศษ”
ตรงนี้แหละ คือ ความละเอียดอ่อน
การเติมคำว่า “พิเศษ” เข้าไปกับ “อำนาจ” อันได้มาสะท้อนให้เห็น สภาพและลักษณะอันไม่ธรรมดา ไม่ปรกติ
ถามว่าทำไมต้อง “พิเศษ”
คำตอบโดยพื้นฐานก็คือ แสดงว่าอำนาจตามปกติ อำนาจตามธรรมดาที่มีอยู่ใช้ไม่ได้
ใช้ไม่ได้เท่ากับไม่มี “ประสิทธิภาพ”
กล่าวสำหรับกรณี”ธรรมกาย”หมายความว่า พระธรรมวินัยไม่เป็นผล หมายความว่ากฎหมายอาญา หมายความว่ากฎหมายแพ่งไม่เป็นผล
จึงจำเป็นต้องงัด “มาตรา 44” ขึ้นมา
ถามต่อว่า หากใช้ “มาตรา 44” แล้วยังไม่เป็นผลจะยังมี “อำนาจ”อื่นเหลืออยู่อีกหรือไม่
ตรงนี้แหละคือเงาสะท้อนแห่ง”ดาบสองคม”

