เผย คนขับได้ยินเสียงดัง ก่อนบัสไฟไหม้ แต่ไม่หยุดตรวจสอบ ชี้ อาจไม่ใช่ยางแตก
เป็นที่ติดตามในสังคม กรณีสาเหตุของอุบัติเหตุ รถบัสนักเรียนทัศนศึกษา ของโรงเรียนวัดเขาพระยาสังฆาราม ไฟไหม้ ถนนวิภาวดีรังสิต เป็นผลให้มีผู้เสียชีวิต 23 ราย
วานนี้ (2 ตุลาคม) ที่ บช.ภ.1 พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ รรท.ผบ.ตร. เป็นประธานแถลงความคืบหน้า คดีอุบัติเหตุเพลิงไหม้รถบัสรับส่งนักเรียนทัศนศึกษา
พล.ต.อ.กิตติ์รัฐกล่าวว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้สั่งการให้ ภ.จว.ปทุมธานี และ บก.สส.ภ.1 เร่งรัด กดดัน ติดตามจับกุมตัวผู้ขับรถบัส จนจับกุมผู้ขับรถคันดังกล่าว แล้วนำตัวมาสอบสวนยัง สภ.คูคต และได้แจ้งข้อกล่าวหา
“ขับรถโดยประมาทหรือน่าหวาดเสียว อันอาจเกิดอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สิน เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย เป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ และขับรถในทางก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคล แล้วไม่หยุดรถให้การช่วยเหลือ ไม่แสดงตัวและไม่แจ้งเหตุต่อเจ้าพนักงาน เป็นเหตุให้บุคคลอื่นถึงแก่ความตาย” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 และพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4), 78, 157, 160 วรรคสอง
เบื้องต้นผู้ต้องหาให้การรับสารภาพ และพนักงานสอบสวนได้ควบคุมตัวไว้ สภ.คูคต เตรียมที่จะนำตัวไปฝากขัง โดยทางคดีพนักงานสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานในทุกมิติ สอบพยานที่เกี่ยวข้องแล้วหลายปาก วัตถุพยานในที่เกิดเหตุ ภาพบันทึกกล้องวงจรปิด โดยเฉพาะผลตรวจพิสูจน์สภาพรถคันเกิดเหตุทางนิติวิทยาศาสตร์ประกอบตามกฎหมายต่อไป
“เบื้องต้นพบอุปกรณ์ของรถ ทำให้เกิดประกายไฟ นำไปสู่ความประมาทของคนขับและบริษัท เบื้องต้นคนขับบอกได้ยินเสียงดังขึ้น แต่คนขับไม่หยุดรถตรวจสอบ คาดอาจเป็นกระบอกสูบโช้กรถเสียงดัง อาจไม่ใช่ยางแตก จนทำให้เกิดอุบัติเหตุครั้งนี้ขึ้น แต่ต้องรอตรวจสอบอีกครั้ง”
ทางรถบัสคันเกิดเหตุ สพฐ.ตร.ร่วมกับกรมการขนส่งทางบก ตรวจสภาพและรายละเอียดที่เกี่ยวข้อง เพื่อหาสาเหตุที่เกิดไฟลุกไหม้ขึ้น เบื้องต้นพบว่ารถบัสคันดังกล่าวมีถังก๊าซเชื้อเพลิง 11 ถัง พบเบื้องต้นจดทะเบียนถูกต้องเพียง 6 ถัง ส่วนที่เหลือ 5 ถังไม่อยู่ในรายการจดแจ้งกับเจ้าหน้าที่ ส่วนรายละเอียดอื่นๆ จะต้องตรวจสอบอย่างละเอียดทางนิติวิทยาศาสตร์ต่อไป หากพบว่ามีบุคคลหรือบริษัทใดเกี่ยวข้อง หรือมีส่วนในการกระทำความผิด สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะดำเนินคดีอย่างถึงที่สุด

