วันที่ 24 กุมภาพันธ์ ผลการจัดประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2558 (ที่ศาลาอเนกประสงค์ศาลเจ้าพ่อหลักเมือง) นำโดย นายกำจร มงคลตรีลักษณ์ ในฐานะรักษาการ นายกสมาคมการประมง จ.สมุทรสาคร พร้อมด้วย นายนรินทร์ บุญร่วม ประธานที่ปรึกษาสมาคมการประมงสมุทรสาคร เพื่อทบทวนสถานการณ์ปัญหาความเดือดร้อน ระหว่างสมาชิกชาวประมงในรอบปี พร้อมด้วยวาระเพื่อพิจารณาคัดเลือกหาผู้ดำรงตำแหน่งนายกสมาคมการประมงฯคนใหม่ (วาระ 2 ปี) “โดยในการนี้มีนายพรเทพ ทองดี หน.ป้องกันและปราบปรามส่วนอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเล, นายกมล กลึงพงษ์ ตัวแทน สนง.ประมงจังหวัด และ พ.ต.ต.ทศพล มนทสิทธิ์ สว.ทนท.ปป.ทางน้ำ กองบังคับการที่ 4 สมุทรสาคร ได้ประสานงานเข้าร่วมเวทีเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และชี้แจง อาทิ กฎระเบียบการใช้เรือ, การต่อใบอนุญาตการทำประมง และการเปิดลงทะเบียนกรณีเพื่อรับซื้อเรือประมง ตามนโยบายการเยียวยาของรัฐบาล โดยมี นายณรงค์ศักดิ์ เฉลิมเกียรติ รอง ผวจ.มาร่วมสังเกตการณ์”
สำหรับในวาระการประชุมสามัญประจำปีที่มีการพิจารณา ปรากฏว่า มีมติเป็นเอกฉันท์หนุนให้ นายกำจร มงคลตรีลักษณ์ นั่งนายกสมาคมการประมงจังหวัดสมุทรสาคร ติดต่ออีกหนึ่งสมัยโดยมีวาระ 2 ปี “ระหว่าง 2559-2560” เพื่อช่วยดูแลสถานการณ์ปัญหาของเรือประมงในพื้นที่ต่อไป
นายกำจรระบุว่า ได้รับความไว้วางใจให้รักษาการดูแลสมาคมฯ เพื่อทำหน้าที่ติดตามสถานการณ์ปัญหาต่างๆ มากมายของชาวเรือประมงมาตลอดทั้งปี ซึ่งไม่มีใครอยากมารับตำแหน่งนี้ อย่างไรก็ตาม ต้องขอขอบคุณสมาชิกที่ให้ความไว้วางใจ ทั้งนี้ คงจะติดตามแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนชาวเรือประมงของเราที่ยังค้างคาราคาซังกันอยู่ ตามโครงการ ศปมผ.ที่หวังแก้ปัญหาการทำประมงผิดกฎหมายเพื่อจัดระเบียบเรือประมงพาณิชย์ตามนโยบายของรัฐบาล
สำหรับเรือประมงที่ถือเป็นเรือพาณิชย์มีน้ำหนัก 30 ตันกรอสขึ้นไปจากสมัยก่อน 10 ตันกรอสขึ้นไป ทั้งนี้ เรือที่จะหมดอายุใบอนุญาตจะเปิดต่อใบอนุญาตทำการประมงรายปีได้ ในระหว่างวันที่ 1 มีนาคม-15 มีนาคมนี้ (ที่ สนง.ประมงจังหวัด)

ขณะเดียวกันเรื่องโครงการเปิดลงทะเบียน เพื่อหวังรับซื้อประมงของรัฐบาลชนิดต่างๆ เพื่อไปทำปะการังเทียม ที่ว่านี้เป็นเรือที่ถูกต้องตามกฎหมาย โดยมีเกณฑ์รับซื้อน้ำหนักตันกรอสละ 44,000 บาท ทั้งเรือที่ถูกเจ้าหน้าที่สั่งห้ามออกฝั่งหาสัตว์น้ำไปแล้ว ได้แก่ 1.เรืออวนรุน ลากคู่ อวนลอย เรือคราดหอย และลากเดี่ยว (2.) ประเภทเรือที่มีใบอาชญาบัตรที่ผิด และเรือไม่ถูกกฎหมายน้ำหนักตั้งแต่ 10-30 ตันกรอสขึ้นไป
“สำหรับการปิดให้ลงทะเบียนขายกับทางประมงจังหวัดฯ จะหมดเขตลงในสิ้นเดือน 29 ก.พ.59 นี้ ทั้งนี้ ในส่วนตัวเลขเรือประมงพาณิชย์ถูกต้อง (เฉพาะในความดูแลของสมาคม) ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเรือออกหาปลาแดนไกล และส่วนใหญ่อวนดำมีอยู่ทั้งสิ้นประมาณ 356 ลำ ทั้งนี้ โดยตั้งแต่แรกๆ ที่ ศปมผ.เริ่มให้เปิดลงแจ้งทะเบียนเรือไว้ทั้งหมด สมุทรสาครมีลงทะเบียนทั้งถูกและผิด มีประมาณทั้งสิ้น 1,090 ลำ เท่ากับว่าล่าสุดหายไปราวครึ่งต่อครึ่ง ออกนอกระบบหรืออาจจะโยกย้ายไปขึ้นกับจังหวัดต่างๆ” นายกำจรกล่าว
ด้านไต๋วงศ์ อดีตอุปนายกสมาคมการประมงสมุทรสาคร ฐานะเจ้าของเรือประมงพาณิชย์ ย่านตำบลบางหญ้าแพรก เผยว่า โครงการรับซื้อเรือเก่าในราคาครึ่งหนึ่ง (ตามสภาพซื้อขาย) หรือไม่เกิน 50% เพื่อนำไปทำปะการังเทียมหรือไปใช้ในกิจการอื่นๆ ตามที่เป็นข่าวนั้น ไม่รู้ว่ารัฐบาลจะมีเงินหรือไม่ อย่างไรก็ตาม มองว่าไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เอาแค่ไปทำปะการังก็ปวดหัวแล้ว เช่น ตัวเรือเปล่าๆ เรือซื้อมีทั้งเครื่อง โดยส่วนใหญ่ตัวเรือก็ทั้งเครื่องมือและเครื่องยนต์ติดกับลำเรืออยู่ อย่างน้อยก็ต้องเสียเงินค่าใช้จ่ายในการรื้อถอนถอดออกซึ่งก็เป็นเงินจำนวนไม่น้อยเหมือนกัน ซึ่งยังไม่รู้ใครจะเป็นฝ่ายจ่ายให้ ตลอดจนจะมีคนเต็มใจเลิกอาชีพทำประมงที่เป็นอาชีพเก่าแก่สืบทอดกันมา เค้าจะยินยอมขายหรือไม่ด้วยก็น่าคิดถึงความคุ้มค่าด้วยต่อไป
ขณะที่ไต๋ชูกล่าวว่า ปัจจุบันอาศัยเรือทำประมงออกหาปลาทูเป็นหลักมานาน ทั้งในอ่าวตัว ก (8 จังหวัด) และส่วนใหญ่ลงทะเลตอนล่างของภาคใต้ยืนยันว่าขณะนี้แต่ละเดือนออกเรือได้ราว 15-16 วัน เนื่องจากตามสภาพวิสัยคลื่นและลมของธรรมชาติ อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่าบริเวณอ่าวตัว ก ซึ่งออกเรือไป-กลับทุกวันนั้น ล่าสุดหลายปีนี้แทบไม่มีปลาทูแล้ว นอกจากบางช่วงหลังปิดอ่าว อย่างไรก็ตาม ด้วยอาชีพทำให้ต้องออกเรือไปหาปลาทูและสัตว์น้ำจังหวัดแถบทางใต้หรือถึงบริเวณเกาะสมุยและจังหวัดรอยต่อซึ่งแทบไม่คุ้มทุนออกเรือแต่ละงวด

