นพ.เอกชัย ไขปมลึก ชันสูตรประวัติศาสตร์ ยกการแพทย์ปัจจุบันวิเคราะห์เหตุสิ้นพระชนม์
เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม ที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ชั้น LG ฮอลล์ 5-7 สมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย และพันธมิตรร่วมจัดงาน งานมหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 29 (Book Expo Thailand 2024) ในธีม “อ่านกันยันโลกหน้า” ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ชั้น LG ฮออล์ 5-7 ตั้งแต่วันที่ 10-20 ตุลาคม โดยวันนี้เป็นวันที่ 9 ของการจัดงาน
เมื่อเวลา 17.00 น. รศ. (พิเศษ) นพ.เอกชัย โควาวิสารัช แพทย์ผู้เชี่ยวชาญสาขาวิชาสูติศาสตร์และนรีเวชศาสตร์ ผู้เขียน ‘ชันสูตรประวัติศาสตร์ ไขปริศนาเหตุสิ้นพระชนม์’ ได้ร่วมพูดคุยในกิจกรรม Talk-Eat-Read ในหัวข้อ ชันสูตรประวัติศาสตร์ ไขปริศนาเหตุสิ้นพระชนม์ชันสูตรประวัติศาสตร์ โดยมีนายธีรพล บัวกระโทก หัวหน้ากองบรรณาธิการสารคดี-วิชาการ สำนักพิมพ์มติชน เป็นผู้ดำเนินรายการ

รศ.(พิเศษ) นพ.เอกชัยกล่าวว่า ตั้งแต่ยังเด็ก ตนมีความชื่นชอบวิชาประวัติศาสตร์มาก จึงสะสมตำราทางประวัติศาสตร์ไว้มากมายรวมถึงหลักฐานชั้นต้น พงศาวดารต่างๆ จึงมีแหล่งข้อมูลที่สามารถค้นคว้าได้ และด้วยความที่ตนเป็นแพทย์ ทำให้คิดที่จะนำสองศาสตร์ที่ตนมีความสนใจมาเชื่อมโยงกัน นำมาสู่การวิเคราะห์สาเหตุการสิ้นพระชนม์ของพระมหากษัตริย์ พระบรมวงศานุวงศ์หรือเจ้านายในอดีตที่มีการบันทึกเอาไว้ในประวัติศาสตร์ด้วยความรู้ทางการแพทย์ปัจจุบัน
ซึ่งยอมรับว่าบางครั้งการศึกษาข้อมูลทางประวัติศาสตร์เหล่านี้เป็นเรื่องยากที่จะหาสาเหตุที่ชัดเจนได้ เนื่องจากบางครั้งอาจมีการบันทึกไว้ค่อนข้างน้อยซึ่งเมื่อนำมาวิเคราะห์อาจเกิดการคาดเคลื่อนได้ ซึ่งตนก็ได้เปิดกว้างให้ผู้คนสามารถเข้ามาถกหรือแสดงความคิดเห็นที่แตกต่าง เพื่อนำไปสู่ข้อสรุปใหม่ได้
“ประวัติศาสตร์เป็นรากเหง้าของทุกศาสตร์ในโลกนี้ ไม่ว่าจะเป็นการแพทย์ วิศวกรรม พาณิชยศาสตร์ หรือนิติศาสตร์ ก็ต้องมีประวัติศาสตร์ว่า เป็นอย่างไรมาตั้งแต่ต้นจนเจริญมาถึงปัจจุบัน ในการแพทย์ก็เหมือนกันก็ต้องมีว่า สมัยก่อนเรากินอยู่อย่างไร รักษาโรคอย่างไร แล้วในปัจจุบันมีความเจริญก็คือ มีวัคซีน มียารักษาโรค มีการจัดการต่างๆ ประวัติศาสตร์เป็นเหมือนกับรากฐาน รากเหง้า ของทุกวิชา ทุกศาสตร์ต้องมีประวัติศาสตร์“ รศ.(พิเศษ) นพ.เอกชัยกล่าว

รศ.(พิเศษ) นพ.เอกชัยกล่าวว่า การศึกษาบันทึกเกี่ยวกับการสิ้นพระชนม์ของพระมหากษัตริย์ พระบรมวงศานุวงศ์ หรือเจ้านายในอดีต นอกจากจะได้ใช้ความรู้ทางการแพทย์ในปัจจุบันมาวิเคราะห์ถึงสาเหตุการสิ้นพระชนม์แล้ว ก็ยังได้มองเห็นวิวัฒนาการทางการแพทย์ในอดีต ที่นำมาใช้ในการรักษาอาการประชวร ตั้งแต่การรักษาผ่านการปรับอาหาร การเปลี่ยนบรรยากาศไปจนถึงยุคหลังที่เริ่มมีการทำการรักษาด้วยการผ่าตัดและการฉายรังสีที่เริ่มเกิดขึ้น อีกทั้งยังมองเห็นว่า ในอดีตนั้นมีความเชื่อในการแพทย์ตะวันตกมากซึ่งสังเกตในการบันทึกหลายฉบับว่า มีการนำเจ้านายหลายพระองค์ไปรักษาในยุโรป เช่น ประเทศฝรั่งเศส เป็นต้น
รศ.(พิเศษ) นพ.เอกชัยได้ยกตัวอย่างกรณีศึกษาจากบทหนึ่งในหนังสือ ชันสูตรประวัติศาสตร์ ไขปริศนาเหตุสิ้นพระชนม์ ซึ่งเป็นเรื่องราวของ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าศิริราชกกุธภัณฑ์ ที่เมื่อวิเคราะห์อาการประชวรตามบันทึกจากตำราต่างๆ ที่มีแล้วนำมาประกอบกันด้วยความรู้การแพทย์ปัจจุบันแล้วคล้ายกับโรคบิดไม่มีตัว ซึ่งการสิ้นพระชนม์ของพระองค์ นำมาสู่การก่อตั้ง โรงพยาบาลศิริราช นับว่าเป็นโรงพยาบาลแห่งแรกที่เปิดให้บริการกับประชาชนอย่างถาวร เนื่องจากในอดีต การจัดตั้งโรงพยาบาลจะเป็นแบบชั่วครั้งชั่วคราวเมื่อเกิดโรคระบาด แต่จะรื้อถอนเมื่อโรคระบาดสิ้นสุดลง การศึกษากรณีดังกล่าวไม่ได้ให้คุณค่าเพียงความรู้ทางการแพทย์แต่ยังได้ทำให้มองเห็นวิวัฒนาการทางการแพทย์ในประเทศไทยด้วย

“เราศึกษาแล้วได้ผลอะไร อันที่หนึ่งที่ผมคิดว่ามีความสำคัญคือ เราได้ชำระประวัติศาสตร์ ซึ่งค่อนข้างภาคภูมิที่เราได้มีส่วน ใครจะเชื่อหรือเปล่าก็อีกเรื่อง แต่ว่าผมก็พยายามค้นคว้าโดยใช้หลักทางการแพทย์และไม่มีอคติ” รศ.(พิเศษ) นพ.เอกชัยกล่าว
รศ.(พิเศษ) นพ.เอกชัยได้กล่าวทิ้งท้าย ถึงการดูแลรักษาสุขภาพในยุคปัจจุบันเอาไว้ว่า ในอดีตนั้นผู้คนมักเจ็บป่วยจากโรคติดต่อ เช่น อหิวาตกโรค วัณโรคปอด ซึ่งเกิดจากสุขอนามัยที่ไม่เหมาะสมในอดีต การรักษาก็ยังไม่มีการพัฒนามากนัก แต่ในปัจจุบัน คนกลับเจ็บป่วยด้วยโรคไม่ติดต่อ เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันอุดตันเส้นเลือด มากขึ้น ด้วยวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไป ทั้งการบริโภคและการละเลยการออกกำลังกาย และฝากถึงผู้ฟังว่า แม้ในวันนี้การรักษา การแพทย์นั้นก้าวหน้ากว่าในอดีตแต่ การป้องกันย่อมดีกว่าการรักษา เพราะคนมักเห็นคุณค่าของการดูแลสุขภาพเมื่อเจ็บป่วย


