กรมป่าไม้ แจงยิบยัน ‘ศูนย์วิปัสสนาไร่เชิญตะวัน’ ไม่รุกป่าสงวนเพิ่ม ให้อนุญาตยาว 30 ปี พร้อมตีเส้นเดดไลน์ ให้วัดยื่นเรื่องขอใช้พื้นที่ป่าสงวนฯทั่วไทย แค่สิ้นปี 67 นี้เท่านั้น เผยยื่นขอมาแล้วกว่า 9 พันที่ อนุญาตแล้วกว่า 1 พันราย ใช้พื้นที่ป่า 15,000 กว่าไร่
เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม ที่กรมป่าไม้ นายบรรณรักษ์ เสริมทอง รองอธิบดีกรมป่าไม้ ในฐานะโฆษกกรมป่าไม้ จัดแถลงข่าวผลการตรวจสอบกรณีกรมป่าไม้อนุญาตให้มูลนิธิวิมุตตยาลัย และศูนย์วิปัสสนาไร่เชิญตะวัน เข้าทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยภายในป่าสงวนแห่งชาติป่าดอยปุย อ.เมือง จ.เชียงราย
นายบรรณรักษ์กล่าวว่า กรมป่าไม้ได้อนุญาตการใช้พื้นที่ป่าสงวนฯ ดอยปุย 3 แปลง ในช่วงปี 2566 ที่ผ่านมา มูลนิธิวิมุตตยาลัยขอใช้พื้นที่ 1 แปลง เนื้อที่ 113 ไร่ 1 งาน 82 ตารางวา (ตร.ว.) และสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ 2 แปลง เนื้อที่ 14 ไร่ 3 งาน 97 ตารางวา กับ 11 ไร่ 3 งาน 01 ตารางวา รวม 140 ไร่ 0 งาน 80 ตารางวา เมื่อตรวจสอบร่วมกับทุกภาคส่วน รวมทั้งเจ้าของที่ถือครองตามนโยบายคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) บริเวณโดยรอบ ไม่พบมีการบุกรุกพื้นที่เพิ่มจากการขออนุญาต เพราะหากมีการบุกรุกเพิ่มเติมจริง ผู้ถือครองที่ดิน คทช.จะต้องร้องเรียนแล้ว

เมื่อถามว่ามีการเปลี่ยนมือถือครองพื้นที่ คทช.บริเวณโดยรอบหรือไม่ นายบรรณรักษ์กล่าวว่า กรมป่าไม้มีหน้าที่จัดสรรพื้นที่ป่าเสื่อมโทรมให้ทางจังหวัด โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน ซึ่งชาวบ้านที่จะถือครองต้องมีคุณสมบัติตามที่ คทช.ระบุไว้ หากพบมีการเปลี่ยนมือจะถือว่าไม่ถูกต้องตามคุณสมบัติ ไม่เป็นไปตามเงื่อนไข ก็อาจถูกตัดสิทธิได้
เมื่อถามว่าการอนุญาตให้วัดใช้พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติมีระยะเวลาเท่าไหร่ นายบรรณรักษ์ตอบว่า ได้อนุญาตใช้พื้นที่ป่าสงวนฯ ตามมาตรา 16 พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 ซึ่งได้อนุญาตศูนย์วิปัสสนาไร่เชิญตะวันใช้พื้นที่ 30 ปี โดยต้องปฏิบัติตาม 29 เงื่อนไขที่ระบุไว้ นอกจากนี้ทางวัดต้องปลูกป่าทดแทนตามจำนวนไร่ที่ขอใช้พื้นที่ หรืออาจจ่ายค่าบำรุงป่าไม้ไร่ละ 12,090 บาท โดยทางวัดอยู่ระหว่างการปลูกป่าทดแทน แต่อย่างไรก็ตาม ในกรณีวัดขอใช้พื้นที่จะอนุญาตใช้พื้นที่ไม่เกิน 15 ไร่ และห้ามมีการบุกรุกพื้นที่เพิ่มเติม หากไม่ปฏิบัติตามจำเป็นต้องยกเลิกการอนุญาตไม่ให้ใช้พื้นที่ต่อ และถ้าไม่ออกจากพื้นที่ถือว่ามีความผิดฐานบุกรุกป่า

เมื่อถามว่า กรณีที่มูลนิธิวิมุตตยาลัยขออนุญาตใช้พื้นที่เกินกว่า 15 ไร่ ซึ่งขอใช้พื้นที่ 113 ไร่ ถือว่าผิดเงื่อนไขหรือไม่ รองอธิบดีกรมป่าไม้กล่าวว่า กรณีนี้เป็นมูลนิธิ ซึ่งการให้ใช้พื้นที่ไม่ได้จำกัดพื้นที่แต่อย่างไร แต่ต้องได้การยอมรับจากภาคประชาคมทั้งหมด โดยในส่วนของสำนักงานพระพุทธฯ ขออนุญาตคือ 14 ไร่ และ 11 ไร่เท่านั้น ไม่เกิน 15 ไร่
เมื่อถามว่าก่อนมีการอนุญาตให้ศูนย์วิปัสสนาไร่เชิญตะวันใช้พื้นที่ป่าสงวนฯ แต่เดิมพื้นที่ดังกล่าวมีสภาพเป็นอย่างไร รองอธิบดีกรมป่าไม้ระบุว่า จากการดูภาพถ่ายดาวเทียม พบว่ามีประชาชนเคยใช้ประโยชน์ในพื้นที่มาก่อน เป็นพื้นที่ป่าเสื่อมโทรม จากนั้นทางศูนย์วิปัสสนาฯ มาใช้พื้นที่ต่อ ซึ่งกรมป่าไม้มีโครงการพุทธอุทยาน ซึ่งเป็นการส่งเสริมให้วัด สำนักสงฆ์ ที่พักสงฆ์ ช่วยงานด้านป่าไม้ เพื่อให้ศาสนาเข้ามามีบทบาทการเป็นผู้นำ หรือเครือข่ายในการฟื้นฟูทรัพยากรป่าไม้ ดังนั้นจึงถือว่าวัดเข้ามามีส่วนร่วมในการช่วยฟื้นฟูสภาพป่าให้ดีขึ้นด้วย
นายบรรณรักษ์กล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตามการอนุญาตให้วัดใช้พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติตามมติคณะรัฐมนตรี ในการผ่อนผันให้วัดและสำนักสงฆ์ใช้พื้นที่ป่าสงวนตามมติ ครม.วันที่ 23 มิ.ย.2563 และมติ ครม.วันที่ 11 พ.ค.2564 นั้น โดยให้ทำเรื่องขออนุญาตมายังกรมป่าไม้ ซึ่งต้องเป็นวัดที่มีการใช้ประโยชน์ในพื้นที่ป่ามาก่อนมีมติดังกล่าว หากมาสร้างวัดใหม่ถือว่าไม่เข้าเงื่อนไข ซึ่งตอนนี้มีการยื่นขออนุญาตแล้วกว่า 9 พันคำขอ อนุญาตแล้วประมาณ 1 พันกว่าคำขอ โดยใช้พื้นที่ป่าสงวนฯแล้วประมาณ 15,000 ไร่ อย่างไรก็ตามกรมป่าไม้ได้ขีดเส้นให้ทางวัด หรือสำนักสงฆ์ ยื่นทำเรื่องขออนุญาตให้พื้นที่ป่าสงวนฯ ภายในสิ้นปี 2567 นี้เท่านั้น หากเกินระยะเวลานี้ทางกรมป่าไม้จะไม่อนุญาตเพิ่มเติมใดๆ ทั้งสิ้น


