เมื่อวันที่ 24 กุมพาพันธ์ ที่ห้องประชุมใหญ่ สำนักงานศาลยุติธรรม ชั้น 12 อาคารศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก นายวีระพล ตั้งสุวรรณ ประธานศาลฎีกาเป็นประธานพิธีเปิดศูนย์อำนวยความยุติธรรมอิเล็กทรอนิกส์ (E-Justice Conference Center) เพื่อสนับสนุนล่ามแปลภาษาในการสืบพยาน โดยในงานมี นายอธิคม อินทุภูติ เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม นายแรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์ อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา และข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม รวมทั้ง ผู้แทนจากสถานเอกอัครราชทูตกลุ่มประเทศอาเซียน และประเทศอื่นๆ ประจำประเทศไทย เช่น เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ ผู้แทนจากสถานเอกอัครราชทูตราชอาณาจักรกัมพูชา ญี่ปุ่น สาธารณรัฐฝรั่งเศส ราชอาณาจักรภูฎาน มาเลเซีย สหพันธรัฐรัสเซีย สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว สาธารณรัฐสิงคโปร์ สาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน และสหรัฐอเมริกา เข้าร่วม
นายวีระพลปาฐกถาพิเศษเรื่อง “ความสำคัญของล่ามในการพิจารณาคดีอาญาภายใต้บริบทการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน” สรุปความได้ว่าในบริบทระหว่างประเทศของศาลยุติธรรมไทยในความพร้อมเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ซึ่งหากมีแต่วิสัยทัศน์โดยปราศจากการกระทำก็จะเป็นได้เพียงความฝัน แต่ถ้ามีแต่การกระทำโดยปราศจากวิสัยทัศน์ก็เหมือนการทำไปวันๆ หนึ่ง โดยไม่ก่อเกิดประโยชน์ในการดำเนินการกระบวนการยุติธรรม ผลกระทบที่สำคัญคือภาษาในการสื่อสาร สามารถขจัดปัญหาโดยการใช้ล่ามซึ่งเป็นคนกลางในการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องตรงกัน ความสำคัญของล่ามในกระบวนการยุติธรรมทางอาญาเป็นเรื่องเกี่ยวข้องการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน โดยมีกรอบความร่วมมือในระดับประชาคมระหว่างประเทศรองรับ เพื่อพัฒนามาตรการกลไกให้การคุ้มครองสิทธิมนุษยชนดำเนินอย่างมีระบบในมาตรฐานเดียวกัน ซึ่งในส่วนของสหประชาชาติประเทศสมาชิกได้ดำเนินการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนตามหลักปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนในหลายด้าน ซึ่งประเทศไทยร่วมลงมติรับรองมาตั้งแต่ต้น โดยแม้ปฏิญญาฯดังกล่าวมิได้มีลักษณะเป็นข้อตกลงระหว่างประเทศอันก่อให้เกิดพันธกรณีตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศก็ตาม แต่ประเทศไทยก็ได้ดำเนินการให้เป็นไปตามหลักกฎหมายพื้นฐานที่กำหนดไว้ในปฏิญญาฯด้วยดีมาตลอด
นายวีระพลกล่าวต่อว่า ประเทศไทยได้เข้าเป็นภาคีกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2540 ที่ผ่านมา ซึ่งหลักการสำคัญที่บัญญัติไว้ในกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิของพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ซึ่งเป็นสิทธิในกระบวนการยุติธรรมทางอาญาที่กำหนดว่าในการพิจารณาคดีอาญา ผู้ต้องหาย่อมมีสิทธิที่จะได้รับหลักประกันในสิทธิที่จะได้รับความช่วยเหลือจากล่ามโดยไม่คิดมูลค่า หากไม่เข้าใจหรือพูดภาษาในศาลได้ ซึ่งศาลยุติธรรมไทยให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง และเนื่องจากกฎหมายกำหนดให้การพิจารณาต้องทำเป็นภาษาไทยและยังบัญญัติให้ศาลมีหน้าที่จัดหาล่ามทั้งภาษาต่างประเทศหรือภาษามือสำหรับจำเลยหรือพยานที่ไม่สามารถพูดหรือเข้าใจภาษาไทยหรือได้ยินพูด สื่อความหมายได้ โดยในหลายคดีมีความจำเป็นต้องแปลภาษาท้องถิ่นหรือภาษาต่างประเทศเป็นภาษาไทย หรือแปลภาษาไทยเป็นภาษาท้องถิ่นหรือภาษาต่างประเทศโดยใช้ล่าม ซึ่งสถานเอกอัครราชทูตประเทศต่างๆ ที่ประจำอยู่ในประเทศไทย เป็นหน่วยงานที่มีบทบาทในการคุ้มครองสิทธิพลเมืองของประเทศนั้น พร้อมทั้งมีบุคลากรที่สามารถสื่อสารให้พลเมืองประเทศนั้นๆ เข้าใจเนื้อหาของการดำเนินคดี สำนักงานศาลยุติธรรมได้ขอความร่วมมือในการจัดหาล่าม ให้แก่พลเมืองของประเทศนั้น อันเป็นการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนตามหลักสากล ซึ่งเอกอัครราชทูตประเทศต่างๆ ก็ให้ความร่วมมือส่งเจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่มาโดยตลอด ด้วยภารกิจการอำนวยความยุติธรรมแก่ประชาชนจึงต้องพิจารณาคดีในศาลให้เหมาะสม สังคม เศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลง ระบบงานล่ามที่ปฏิบัติหน้าที่ในศาลจึงต้องมีการปรับปรุงพัฒนา ดังนั้น การนำระบบอิเล็กทรอนิกส์ใช้ในการสืบพยานล่าม ผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์เป็นการสนับสนุนการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีของศาลให้มีความสะดวกรวดเร็ว และขอให้ผู้บริหารข้าราชการศาลยุติธรรม ฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรมในส่วนภารกิจงานล่ามและการดำเนินการอื่นๆ ที่เกี่ยวเนื่องกัน เพื่อให้ศาลยุติธรรมทำงานและรับมือความเปลี่ยนแปลงภายใต้การเข้าสู่ประชาคมอาเซียนได้อย่างทันเหตุการณ์และมีประสิทธิภาพ
นายอธิคม เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม กล่าวว่า การจัดตั้งศูนย์อำนวยความยุติธรรมอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อเป็นทางเลือกใหม่ที่ช่วยส่งเสริมและสนับสนุนการสืบพยานและการแปลภาษา โดยจะให้บริการการสืบพยาน การแปลภาษาต่างประเทศ ภาษาถิ่น และภาษามือ ผ่านระบบการประชุมทางจอภาพ (Video Conference) เพื่อให้การสืบพยานและการแปลภาษาเป็นไปด้วยความรวดเร็ว ประหยัดเวลา และค่าใช้จ่ายของพยานบุคคล ผู้เชี่ยวชาญ และล่าม เนื่องจากไม่จำเป็นต้องเดินทางมาให้การและแปลภาษาที่ศาลในภูมิลำเนาอื่น ทำให้ประชาชนผู้มีอรรถคดีเข้าถึงความยุติธรรมได้โดยง่ายและเป็นการส่งเสริมให้การดำเนินกระบวนพิจารณาคดีเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

