
เมื่อวันที่ 7 มีนาคม ที่ศาลากลางจังหวัดระนอง ชาวบ้าน และ ผู้ประกอบการที่พักบนเกาะพยาม ต.เกาะพยาม อ.เมือง จ.ระนอง ราว 20 คน นำโดยนางอำภา แก้วยาว นายกองค์การบริหารส่วนตำบล(อบต.)เกาะพยาม และ นายปริญญา สกุลทอง กำนันตำบลเกาะพยาม เดินทางเข้ายื่นหนังสือต่อนายจตุพจน์ ปิยัมปุตระ ผู้ว่าราชการจังหวัดระนอง เพื่อขอความเป็นธรรมกรณีมีเจ้าหน้าที่บุกจับดำเนินคดีกับผู้บุกรุกป่า รวมถึงทำบัญชีรายชื่อเพื่อดำเนินการกับชาวบ้านอีกกว่า 40 ราย
นายปริญญา กล่าวว่า ที่ผ่านมา พื้นที่หมู่ที่ 1 ตำบลเกาะพยาม เกิดปัญหาการเข้าใจผิดกับภาครัฐเรื่องการถือครองที่ดิน จนมีการนำกำลังจำนวนมากเข้าตรวจพื้นที่และดำเนินคดีกับราษฎรบางราย รวมทั้งมีแนวโน้มจะบังคับใช้กฎหมายกับราษฎรทั้งหมดบนเกาะพยาม โดยภาครัฐเข้าใจว่าเป็นการใช้พื้นที่ทำกินผิดประเภท หรือ เป็นการบุกรุกป่า
“ชาวบ้านอยู่อาศัยบนเกาะพยามมายาวนานกว่า 60 ปี กระทั่งปีพ.ศ. 2516 กรมป่าไม้ได้ประกาศพื้นที่ป่าไม้คลุมเกาะพยามทั้งหมด ซึ่งทับที่ถือครองของชาวบ้านด้วย ด้วยความยากลำบากและอยู่ห่างไกล ทำให้ชาวบ้านในขณะนั้น ไม่อาจหาทางต่อสู้ได้ อีกทั้งชาวบ้านเห็นว่าการที่ภาครัฐต้องการจะจัดการทรัพยากรป่าไม้ ป่าชายเลน รวมถึงทรัพยากรชายฝั่งให้เป็นรูปธรรมไม่ให้มีการบุกรุกทำลายนับเป็นประโยชน์กับทุกคน แต่ควรมีวิธีการที่ถูกต้อง และการมีส่วนร่วมของชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม วันนี้จึงรวมตัวกันมาขอความกรุณาให้ภาครัฐชะลอการดำเนินคดี และดำเนินการใดๆทางคดีความกับชาวบ้านบนเกาะพยาม แล้วแต่งตั้งคณะทำงานตรวจสอบกันแนวเขตระหว่างที่ทำกินของราษฎรกับพื้นที่ป่า พร้อมกำหนดวิธีการบริหารจัดการป่าไม้ ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของภาครัฐ และจัดการทรัพยากรแบบมีส่วนร่วมให้เป็นไปอย่างยั่งยืน” นายปริญญา กล่าว
ด้านนายจตุพจน์ กล่าวว่า จากข้อมูลทราบว่า พื้นที่บนเกาะพยามมีเอกสาร นส.3ก เพียง 3 แปลง ซึ่งถือว่าเป็นพื้นที่สีเขียว ส่วนที่เหลือเป็นพื้นที่ สปก. ซึ่งเป็นพื้นที่สีเหลือง ส่วนการดำเนินการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจากส่วนกลางที่ผ่านมา เป็นไปตามหลักฐานภาพถ่ายทางอากาศ ซึ่งมีความชัดเจนว่า ผู้ถูกดำเนินคดีในปัจจุบันบุกรุกป่าซึ่งเป็นพื้นที่สีแดง ส่วนพื้นที่สีเหลืองทั้งหมด หลังจากนี้จะมีการลงไปตรวจสอบความถูกต้องของเอกสารการถือครอง แน่นอนว่าพื้นที่ สปก.นั้นเปลี่ยนมือไม่ได้ ส่วนการอ้างว่าชาวบ้านถือครองมาก่อนถูกประกาศพื้นที่ป่านั้น ต้องนำหลักฐานมาตรวจสอบกัน สามารถตรวจสอบกันได้ เพราะมีภาพถ่ายดาวเทียมอยู่แล้ว
“ส่วนผลกระทบทางการท่องเที่ยว ขณะนี้เป็นช่วงไฮซีซัน อีกทั้งมีนักท่องเที่ยวจำนวนมากยกเลิกการมาเกาะพยาม จะลองพูดคุยกันว่าการดำเนินการหลังจากนี้ อาจให้พ้นช่วงหน้าท่องเที่ยวไปก่อน ซึ่งชาวบ้านที่เหลือต้องเตรียมหลักฐานที่ถูกต้องมาอ้างอิงกับเจ้าหน้าที่ด้วย” ผู้ว่าฯกล่าว

