การปรากฏขึ้นของ พระชาญณรงค์ อุตตโม ในการทำหน้าที่”โฆษก” แทน พระสนิทวงศ์ วุฑฒิวังโส
กำลังได้รับความสนใจ
ไม่เพียงเพราะท่านมีตำแหน่งเป็นพระประจำศูนย์ปฏิบัติธรรม บาห์เรน ซึ่งอยู่ในตะวันออกกลาง แดนแห่ง”มุสลิม”
หากที่สำคัญก็คือ “เนื้อหา”
โดยเฉพาะต่อประเด็นที่พระ เณรและศิษยานุศิษย์ เป็น”กบฏ” ต่อแผ่นดิน และกระทำความผิดในทางพระธรรมวินัย
“ทางวัดขอปฏิเสธข้อกล่าวหานี้”
“เพราะที่ผ่านมาทางวัดได้ส่งเสริมการศึกษาพระธรรมวินัยอย่างจริงจัง มีพระบวชเรียนถึง 3,000 รูป”
“สอบผ่านเปรียญธรรม 9 ประโยค 70 รูป”
“จบการศึกษาระดับดุษฎีบัณฑิตอีก 12 รูป และที่เป็นบุคลากรทางการศึกษาทั้งในและต่างประเทศอีกมาก”
เป็นข้อเสนออัน “แหลมคม”
ความแหลมคม 1 อยู่ตรงที่ผู้สอบผ่านเปรียญธรรม 9 ประโยคถือได้ว่าเป็นการศึกษาระดับ “เอกอุ” ของพระ
เทียบเท่ากับ “ดุษฎีบัณฑิต” ในทางโลก
จำนวน 70 รูปที่ “วัดพระธรรมกาย” อบรมและส่งเข้าสนามสอบอย่างที่เรียกว่า “สนามหลวง”
ถือว่าเป็นจำนวน “มาก”
อาจมากกว่าสำนักศึกษาของสงฆ์เก่าแก่อื่นๆที่มีรากฐานมายาวนานมากกว่าด้วยซ้ำ
ทั้งนี้แทบไม่ต้องกล่าวว่าที่จบระดับ”ปริญญาตรี” และ”โท”
ทั้งนี้แทบไม่ต้องกล่าวว่าที่เคยเป็น “ข้าราชการ” รับราชการประสบความสำเร็จมากน้อยเพียงใด
อย่างในกรณี พระชาญณรงค์ อุตตโม เป็นต้น
สืบไปสืบมาท่านก็เคยรับราชการเป็นทหาร ทั้งยังเป็นนายทหารซึ่งครองยศเป็น “พล.ท.”ก่อนเกษียณราชการ
จึงรับบทมา”แถลง”ในประเด็น”กบฏ”
อย่าลืมเป็นอันขาดว่า “รากฐาน” ของวัดพระธรรมกายดำเนินมา อย่างไร
สดมภ์หลักอาจเป็น “หลวงปู่สด”
สดมภ์หลักรองลงมาอาจเป็น “แม่ชีจันทร์ ขนนกยูง” หรือที่เรียกขานว่า “อาจารย์คุณยาย”
แต่ที่มาสร้างความแข็งแกร่งคือ “ชมรมพุทธศาสน์”
วัดพระธรรมกายต่อสายเข้าไปยัง “ชมรมพุทธศาสน์” ของแต่ละมหาวิทยาลัย วิทยาลัย โรงเรียน
องค์ประกอบหลังนี้เองที่สร้าง”วัดพระธรรมกาย”
เนื่องจาก พระไชยบูลย์ สุทธิผล ก็มาจากสวนกุหลาบวิทยาลัย มาจากบัณฑิตแห่งคณะเศรษฐศาสตร์ การเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
รากฐานของ “วัดพระธรรมกาย” จึงเน้นไปยัง”การศึกษา”

