บิ๊กเต่าพบเส้นเงินบอสพอลถึงแม่เทวดา ส. ส่วนคดีเจ๊อ้อย ยังไม่ออกหมายจับทนายตั้ม เชื่อไม่หนี ส่งฟ้อง ‘แม่ตั๊ก-ป๋าเบียร์’ 5 ข้อหา
เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 4 พฤศจิกายน ที่กองบังคับการปราบปราบ (บก.ป.) พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว, พล.ต.ต.สุวัฒน์ แสงนุ่ม, พล.ต.ต.โสภณ สารพัฒน์ รอง ผบช.ก. ร่วมให้สัมภาษณ์ถึงกรณี 3 คดีสำคัญ ประกอบด้วย คดี น.ส.จตุพร อุบลเลิศ หรือเจ๊อ้อย ที่แจ้งความเอาผิดนายษิทรา เบี้ยบังเกิด หรือทนายตั้ม, คดี น.ส.กรกนก สุวรรณบุตร หรือแม่ตั๊ก และนายกานต์พล เรืองอร่าม หรือป๋าเบียร์ หลอกขายทองไม่ได้มาตรฐาน และคดีดิไอคอนกรุ๊ป
พล.ต.ต.สุวัฒน์เปิดเผยว่า ขณะนี้มีการสอบเจ๊อ้อยไปแล้วหลายครั้ง ภาพรวมการสอบตอนนี้อยู่ที่ 80% โดยมีการสืบสวนควบคู่กันไป หากได้หลักฐานพยานต่างๆ ก็จะต้องมาพิจารณาว่ามีอะไรที่สอดคล้องกันหรือไม่ และทนายตั้มกระทำผิดตามที่ถูกกล่าวหาหรือไม่ ก็ต้องมาพิจารณาว่าจะดำเนินการอย่างไร ที่จะนำตัวทนายตั้มเข้าสู่กระบวนการสอบสวนว่าจะเป็นหมายเรียกหรือหมายจับต้องดูพฤติการณ์ข้อหาต่างๆ ประกอบ แต่หากหลักฐานใดขัดแย้งหรือมีความไม่ชัดเจน ก็จะเรียกเจ๊อ้อยมาสอบเพิ่มเติมอีกครั้ง
เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าปมเงิน 71 ล้านบาท ถือว่าการสอบสวนชัดเจนแล้วหรือไม่ พล.ต.ต.สุวัฒน์กล่าวว่า ขณะนี้มีการสอบชัดเจนไปแล้วบางส่วน แต่ก็ยังมีสิ่งที่ต้องพิจารณาต่อ ซึ่งขณะนี้ยังไม่ได้รับการประสานจากทนายตั้ม
สำหรับที่มีกระแสว่าทนายตั้มจะหนีออกนอกประเทศนั้น คาดว่าไม่หนี เพราะเห็นว่าทนายตั้มออกหน้าสื่ออยู่ตลอด แต่หากมีการออกไปนอกประเทศจริงก็ไม่มีผลกระทบอะไรกับคดี และในส่วนของกำหนดการออกหมายเรียกหรือหมายจับนั้น ขอไม่กำหนดระยะเวลาว่าจะออกวันนี้หรือพรุ่งนี้แต่อย่างใด อยากทำงานให้ละเอียดที่สุด จึงขอเวลาให้พนักงานสอบสวนดำเนินการสอบสวนอย่างเคร่งครัด
สำหรับเรื่องให้เงิน 71 ล้านบาท ด้วยความเสน่หานั้น เป็นเรื่องในสำนวน ตนยังไม่ขอพูด และในส่วนมีข่าวลือไปค้นตรวจสอบบ้านพักบางจุดที่เกี่ยวข้องกับทนายตั้มนั้น ทางตำรวจมีการค้นตามหลักการปกติ แต่ไม่ขอพูดว่าไปค้นที่ใดบ้าง แต่จากการค้น ยอมรับว่ามีประโยชน์ต่อคดีในการดำเนินการต่อไป
พล.ต.ต.โสภณกล่าวว่า สำหรับคดีแม่ตั๊ก ป๋าเบียร์ ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) ได้มีการดำเนินการไป 2 ล็อต โดยเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายนที่ผ่านมา พล.ต.ท.อัคราเดช พิมลศรี ผู้ช่วย ผบ.ตร. ได้มีการเรียกประชุมพนักงานสืบสวนสอบสวน และในวันนี้ได้มีการสรุปสำนวนแล้วว่า ในวันพรุ่งนี้ (5 พ.ย.) ก็จะมีการส่งสำนวนล็อตแรก โดยมีความเห็นสั่งฟ้องใน 4 พระราชบัญญัติและ 5 ความผิด ส่งไปทางพนักงานอัยการ ส่วนในล็อต 2 จากการตรวจสอบและการสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานที่ผ่านมา พบว่าในล็อตนี้มีผู้เสียหายประมาณ 1,600 ราย บางส่วนได้มีการรับเงินคืนหรือได้รับการชดใช้แล้ว แต่อย่างไรก็ตามทางเจ้าหน้าที่ก็มีความจำเป็นที่จะต้องดำเนินการสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานต่อไป เพราะว่าความผิดสำเร็จแล้ว โดยในส่วนนี้ก็ยังมีผู้เสียหายอีกหลายรายเดินทางเข้ามาพบพนักงานสอบสวนอยู่เรื่อยๆ จึงต้องฝากเรียนไปยังประชาชนที่ได้รับความเสียหาย กรณีของเคสร้านจำหน่ายทองของแม่ตั๊กป๋าเบียร์ หากรายใดที่ยังไม่ได้มีการมาร้องทุกข์ขอให้ประสานติดต่อกับเจ้าหน้าที่ตำรวจเดินทางมาที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ.) ได้เลย โดยในล็อตนี้จะมีข้อหาเพิ่มเติมจากล็อตแรก
ขณะที่ พล.ต.ต.จรูญเกียรติกล่าวว่า สำหรับความคืบหน้าคลิปเสียงเทวดาของคดีดิไอคอนกรุ๊ป ที่ปรากฏเทวดาอักษรย่อ ส. ในส่วนนี้มีการสืบสวนหาข้อมูลและพบแล้วว่ามีเส้นที่ไปถึงจริง แต่เป็นเส้นเงินระหว่างนายวรัตน์พล วรัทย์วรกุล หรือบอสพอล กับแม่ของนาย ส. เพราะฉะนั้นต้องขอความร่วมมือจากบอสพอลว่า ตัวบอสพอลจะดำเนินคดีหรือไม่ ซึ่งเงินดังกล่าวเป็นการทำบุญหรือไม่นั้น เบื้องต้นที่ได้รับทราบจากทนายของบอสพอลก็เป็นประมาณนั้น แต่พบเงินที่โอนเข้าจริง 7-8 แสนบาท ยังไม่ถึง 2 ล้านบาท เพราะฉะนั้นตำรวจจึงกำลังตรวจสอบลึกลงไปอีก อย่างไรก็ตามคลิปเสียงเทวดาจะดำเนินการเอาผิดได้หรือไม่ ก็อยู่ที่ผู้เสียหายจะร้องทุกข์เอาผิดหรือไม่ ซึ่งภายในสัปดาห์นี้ จะจัดให้พนักงานสอบสวนเข้าไปสอบปากคำบอสพอลเพิ่มเติม
เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าคลิปเสียงเทวดาดังกล่าวจะมีความเชื่อมโยงไปถึง สคบ.หรือไม่นั้น พล.ต.ต.จรูญเกียรติกล่าวว่า ตรงนี้เป็นเรื่องของทางนายเอกภพ เหลืองประเสริฐ ผู้ก่อตั้งเพจสายไหมต้องรอด ที่มีการกุพยานขึ้นมาทำให้หน่วยงานต่างๆ เสียหาย แต่เบื้องต้นทางทนายบอสพอลมาร้องเอาผิดในข้อหาหมิ่นประมาททั้งตัวนายเอกภพ และพยานเท็จ แต่ในส่วนของนายเอกภพจะมีเพิ่มข้อหา พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯด้วย ซึ่งตอนนี้ต้องรอการให้ปากคำจากฝั่งผู้แจ้งความให้เรียบร้อยก่อน ถึงจะให้ทางคณะกรรมการพิจารณาต่อไปว่าจะดำเนินการออกหมายเรียกให้นายเอกภพเข้ามาให้ปากคำเมื่อไหร่
ส่วนกรณีที่บอสพอลพูดในคลิปเสียงว่ามีเทวดาใน สคบ.นั้น พล.ต.ต.จรูญเกียรติยืนยันว่า จากการพูดคุยทราบว่า เป็นการที่บอสพอลพูดสอนลูกน้องว่า ทุกสถานที่หรือหน่วยงานต่างๆ จะมีเทวดาดูแล ดังนั้นเวลาไปหน่วยงานไหน ให้ไปผูกมิตรผูกสัมพันธ์ มีของขวัญไปฝากกับเทวดาผู้นั้น เพื่อให้การประสานงานสะดวกคล่องตัว แต่ประเด็นเรื่องการเรียกรับเงินนั้นบอสพอลไม่ได้พูดอะไร
ส่วนการดำเนินคดีกับนักร้องเรียนหญิง ก.นั้น ตำรวจตรวจสอบเส้นทางการเงินเรียบร้อยแล้ว และมีข้อหาที่เข้าข่ายความผิดแล้ว 1 ข้อหา คือ กรรโชกทรัพย์ และตอนนี้คณะทำงานอยู่ระหว่างพิจารณาว่าเข้าข่ายข้อหาเป็นเจ้าพนักงานเรียกรับผลประโยชน์โดยมิชอบ ตามมาตรา 148 ด้วยหรือไม่ โดยเมื่อได้ความชัดเจนแล้ว ก็จะพิจารณาว่าจะออกหมายเรียกนักร้องเรียนหญิงมารับทราบข้อหา หรือออกหมายจับ

