นักวิชาการแถลงไทยแลนด์ 4.0 ต้องมีรากเหง้าปวศ. ห่วง “ป้อมมหากาฬ”-ชุมชนเก่าสูญสลายไม่อาจเรียกคืน

8.03.17 | 16:02 น.

เมื่อวันที่ 8 มีนาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เครือข่ายภาคประชาสังคมและนักวิชากรเพื่อการอนุรักษ์ฟื้นฟูเมือง มีการเผยแพร่แถลงการณ์ข้อเสนอเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาชุมชนป้อมมหากาฬ ชุมชนริมน้ำ ย่านชุมชนเก่า เนื้อหาโดยสรุป มี 3 ประเด็น ได้แก่ 1. เน้นย้ำว่าชุมชนย่านเมืองเก่าบริเวณเกาะรัตนโกสินทร์ คือหลักฐานประวัติศาสตร์การตั้งถิ่นฐานโบราณ มีความสำคัญในการก่อร่างสร้างเมืองจนสืบมาถึงทุกวันนี้ 2. ขอให้พัฒนาชุมชนย่านเมืองเก่าให้เข้มแข็ง และรักษาคุณค่าเดิมไว้ ซึ่งจะเกิดประโยชน์ต่อประเทศหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการท่องเที่ยวและการกระจายรายได้สู่ชุมชนจากเศรษฐกิจที่มาจากภูมิปัญญา 3. ขอให้มีการฟื้นฟูเหล่านั้นสู่ความยั่งยืนด้วยศาสตร์พระราชา สืบเนื่องจากการที่รัฐบาลแถลงถึงการบริหารประเทศที่จะน้อมนำศาสตร์พระราชามาขับเคลื่อนประเทสไทยสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน ทางเครือข่ายและนักวิชาการมีความเห็นว่าในด้านวัฒนธรรมนั้น เป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนสู่ประเทศไทย 4.0 โดยใช้ปัญญา สร้างคนไทยให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ และผนึกกำลังสานพลังประชารัฐ

นางภารนี สวัสดิรักษ์ นักวิชาการอิสระด้านผังเมืองกล่าวว่า ชุมชนมีคุณค่า เพราะมีคนอยู่ในชุมชน ในวิกฤตแห่งการพัฒนาทำให้หลายชุมชนต้องสลายไป ล่าสุดนายกรัฐมนตรีบอกว่า จะเดินหน้าสู่ประเทศไทย 4.0 ต้องสร้างรากฐานให้มั่นคง ซึ่งตนและเครือข่ายนักวิชาการก็คิดไม่ต่างกัน จึงขอให้รัฐบาลเดินหน้าสร้างอนาคตของประเทศโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ขอเพียงหยุดการไล่รื้อชุมชนซึ่งมีรากฐานทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม อย่ามองแค่กฎหมายบางฉบับ

“ขอให้รัฐหยุดเดินหน้าโครงการที่ยังไม่ได้ประเมินผลกระทบ หยุดการไล่รื้อชุมชน อย่าให้ตัวชี้วัดมาจากคราบน้ำตาประชาชน ข้อเสนอนี้ไม่เหลือกำลังที่กทม.จะทำได้ ประชาชนไม่มีอำนาจจะบังคับท่าน แต่ขอให้เข้าใจ เข้าถึง และมาร่วมกันพัฒนาโดยนะความคิดเห็นของทุกฝ่ายรวมถึงภาคเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวมากางดูด้วยกัน เพื่อเดินไปสู่การทำงานที่นำไปสู่ความยั่งยืน ไม่เช่นนั้นอาจเกิดความสูญเสียที่ไม่อาจเรียกคืน” นางภารนีกล่าว

นางสุดจิต (เศวตจินดา) สนั่นไหว อาจารย์คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ม.รังสิต และ อุปนายกฝ่ายกิจกรรมเมือง และนโยบายสาธารณะ สมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า ช่วงเวลาที่กทม.เขียนแผนพัฒนากรุงรัตนโกสินทร์ เป็นช่วงความคิดตะวันตกครอบงำ เป็นการยกโมเดลทั้งดุ้นมาใช้โดยไม่สอดคล้องกับวิถีชีวิตและความเป็นจริงในสังคมไทย ซึ่งมีมรดกภูมิปัญญาที่ผ่าเผย ไม่น้อยหน้าใคร ถ้ากทม.อยากทำเป็นพิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิตจริงๆ ควรอนุรักษ์ไว้ทั้งบ้านที่เด่นๆ และบ้านที่ประกอบเข้าเป็นชุมชน เพื่อแสดงถึงความเป็นย่าน และนำเสนอวิถีชีวิตของความเป็นชุมชนอาคารไม้ที่ใกล้เคียงกับความจริงให้มากที่สุด เหมือนที่หลายประเทศทำ โดย กทม.เพียงแค่ปรับปรุงสภาพ และปรับประโยชน์ใช้สอย เป็นการพัฒนาบนทุนเดิมที่มีอยู่ โดยไม่ต้องลำบากสร้างขึ้นมาใหม่

นางสาวศศิธร ศิลป์วุฒยา อาจารย์ภาควิชามานุษยวิทยา คณะโบราณคดี ม.ศิลปากร กล่าวว่า จากการที่ลงพื้นที่เก็บข้อมูลระบบเครือญาติในชุมชนหลายแห่ง พบว่า ชุมชนเหล่านี้มีรากวัฒนธรรมมาเนิ่นนาน ไม่ได้เป็นคนมาอยู่ใหม่ ภาพจำของคนทั่วไปอาจมองว่าชุมชนเหล่านี้เหมือนสลัม บ้านแต่ละหลังไม่มีรั้ว แต่คนเหล่านี้ดูแลซึ่งกันและกัน นี่คือสิ่งสำคัญของคำว่าชุมชน คน พื้นที่ สังคม วัฒนธรรมต้องอยู่ร่วมกัน เมืองต้องประกอบด้วยคน ไม่ใช่แค่สถาปัตยกรรมสวยๆ

Advertisement

นายประภัสสร์ ชูวิเชียร อาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ คณะโบราณคดี กล่าวว่า การตั้งถิ่นฐานบริเวณชานพระนครดังเช่นชุมชนป้อมมหากาฬเป็นรูปแบบที่มีมานานเป็นพันปีแล้ว ส่วนคุณค่าด้านศิลปกรรมก็มีงานศิลปะเก่าแก่ที่ตกค้างมาถึงปัจจุบัน ประวัติศาสตร์ของชุมชนแห่งนี้ รวมถึงชุมชนอื่นๆในย่านเมืองเก่ามีความเชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์กระแสหลัก แต่กลับไร่ค่าในสายตาฝ่ายปกครอง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันที่ 9 มีนาคม เวลา 09.00 น. ทางกรุงเทพมหานคร โดยนายจักกพันธ์ ผิวงาม รองผู้ว่ากทม. ได้นัดหมายเพื่อหารือประเด็นการไล่รื้อชุมชนป้อมมหากาฬตามข้อเสนอของชุมชนและนักวิชาการระหว่างการเข้ารื้อถอนครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 6 มีนาคมที่ผ่านมา ซึ่งมีการเจรจาให้อนุรักษ์บ้านไม้ส่วนหนึ่งไว้เพื่อคงความเป็นย่านเก่าในกรุงรัตนโกสินทร์