ตำรวจกองปราบจับกุมโจรลงพุงได้แล้วหลังตระเวนก่อเหตุหลอกเงินเหยื่อตามร้านค้าต่างๆเกือบทุกภาคทั่วประเทศโดยหลอกว่าเจ้าของร้านใช้ให้มาเก็บเงินค่าสินค้าและบางครั้งปลอมเป็นเจ้าหน้าที่รัฐด้วย
เมื่อเวลา 11.50 น.วันที่ 8 มี.ค. พ.ต.อ.สมพงษ์ สุวรรณวงศ์ ผกก.6 บก.ป และ พ.ต.ท.วชิรศักดิ์ ขาวนวล รอง สว.กก.6 พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบปราบ กก.6 บก.ป จับกุม นายเศรษฐา บัวงาม อายุ 44 ปี ชาวกรุงเทพมหานคร ฉายาโจรลุงพุง ผู้ต้องหาคนสำคัญที่มีหมายจับติดตัว8 หมายจับในคดีฉ้อโกง ซึ่งตำรวจกองปราบติดตามไปจับกุมได้ที่ ลานจอดรถ ของ อัมพรเพลส เลขที่ 145 หมู่10 ต.ธงชัยเหนือ อ.ปักธงชัย จ.นครราชสีมา ซึ่งเป็นพื้นที่ก่อเหตุครั้งล่าสุดในปีนี้
ก่อนที่จะควบคุมตัวกลับมาสอบสวนที่ศูนย์ประสานงานกองกำกับการ6 กองบังคับการปราบปราม จ.สงขลา โดยมีกลุ่มเสียหายทั้งในอ.หาดใหญ่และจากจ.กระบี่ เดินทางมาชี้ตัวยืนยัน ซึ่งพฤติกรรมของโจรลงพุงรายนี้ จะใช้กลอุบายเข้าไปในร้านค้าและอ้างกับพนักงานว่าเจ้าของร้านให้มาเก็บเงินค่าสั่งซื้อสินค้า ค่าประกัน ค่าจ้างต่างๆ และบางครั้งยังอ้างเป็นเจ้าหน้าที่กรมที่ดินเรียกเก็บเงินค่าหนังสือที่ดินแล้วแต่จะแต่งเรื่องขึ้นมา โดยส่วนใหญ่จะเรียกเก็บเงินต่ำสุดหลักพัทนจนถึงประมาณ2 หมื่นกว่าบาท
และจากการตรวจสอบประวัติพบว่าเคยตระเวนก่อเหตุหลอกเงินเหยื่อมาแล้วในหลายจังหวัดเกือบทุกภาคของประเทศเช่น อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี จ.กระบี่ จ.นครศรีธรรมราช จ.ชลบุรี จ.นครราชศรีมา และในพื้นที่กรุงเทพมหานครอีกหลาย ซึ่งมีทั้งที่ผู้เสียหายเข้าแจ้งความและไม่ได้แจ้งความ
และจากการสอบสวน นายเศรษฐา ก็ยอมรับผิดแต่โดยดีและบอกว่ามีอาชีพรับจ้างทำกระจกและงานอลูมีเนียม และก่อเหตุในลักษณะนี้มานับไม่ถ้วนทำมาหลายปีช่วงที่เงินขาดมือ และพร้อมที่จะชดใช้ค่าเสียหายให้กับผู้เสียหายทุกคนและหลังจากนี้จะยอมปรับตัวเป็นคนดีและช่วยงานเจ้าหน้าที่พร้อมกับเตือนให้ประชาชนระวังผู้ที่มีพฤติกรรมลักษณะเดียวกับตน
สำหรับหนึ่งในผู้เสียหายที่ถูก นายเศรษฐา หลอกเงินคือ นางสาวกนกวรรณ เพชรณรงค์ อายุ 25 ปี ซึ่งเป็นพนักงานในร้านต้นอ้อโมบาย ภายในห้างบิ๊กซีเอ๊กตร้าหาดใหญ่ บอกว่า เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2559 ถูกนายเศรษฐา เข้ามาเก็บค่าประกัน ค่าเครม เป็นเงิน 21,300 และ ทำทีโทรศัพท์คุยกับเจ้าของร้านเพื่อให้เชื่อใจ แต่ในขณะนั้นเงินไม่พอมีเงินสดอยู่เพียง 7,300 บาท และนายเศรษฐา ก็บอกว่า เอาเท่าที่มีมาก่อนจึงให้ไป แต่เมื่อโทรถามเจ้าของร้านกลับไม่รู้เรื่องจึงรู้ว่าถูกหลอกและได้เข้าแจ้งความไว้ที่ สภ.หาดใหญ่ และขณะที่ นางสาวกนกวรรณ มาเห็นหน้านายเศรษฐา ถึงกับเก็บอารมณ์ไม่อยู่ชี้หน้าด่าและตบหน้าไป1 ครั้งเพราะเธอต้องนำเงินเดือนมาชดใช้ให้กับทางร้านซ้ำร้ายยังมีบางคนเข้าใจผิดว่าเธอร่วมมือกับผู้ต้องหาหลอกเอาเงินทางร้านไปซึ่งเสียความรู้สึกอย่างมาก
ส่วนอีกกรณี นายเศรษฐา ได้อ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่ที่ดินไปเรียกเก็บเงินค่าหนังสือที่ดิน จำนวน 28,600 บาท จากร้านนวดแผนโบราณแห่งหนึ่งบนเกาะสมุยซึ่งเป็นของชาวต่างชาติ และใช้วิธีเดียวกันคือทำทีติดต่อโทรศัพท์พูดคุยกับเจ้าของร้านและพนักงานจึงยอมจ่ายเงินไป เช่นเดียวกับในจังหวัดอื่นๆซึ่งทำทีเข้าไปติดต่อพนักงานในร้านอ้างว่ามาเก็บเงินค่าสินค้า ค่าประกัน และค่าใช้จ่ายต่างๆตามแต่จะคิดเอาในขณะนั้นซึ่งเหยื่อส่วนใหญ่จะหลงเชื่อและจ่ายเงินไป




