เมื่อวันที่ 9 มีนาคม ที่สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ(สพฉ.) ร.อ.นพ.อัจฉริยะ แพงมา เลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ(สพฉ.) แถลงข่าวทิศทางการทำงานภายหลังรับตำแหน่งเลขาธิการ สพฉ.คนใหม่ ว่า สถานการณ์ผู้ป่วยฉุกเฉินของไทยมีแนวโน้มที่จะมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น ที่ผ่านมาพบว่ามีผู้ป่วยฉุกเฉิน 12 ล้านคน ในจำนวนนี้เป็นผู้ป่วยวิกฤตถึง 4 ล้านคน ขณะที่การเข้าถึงการบริการนั้น สถิติไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ มีจำนวนผู้ป่วยฉุกเฉินที่ได้รับการบริการเพิ่มขึ้น แต่ยังไปไม่ถึงจุดที่ต้องการ ทั้งนี้ในปี 2556 -2558 พบว่า มีผู้ป่วยฉุกเฉินเข้าถึงการบริการ 1.3 ล้านคน แต่มีผู้ป่วยวิกฤตเพียง 4 แสนคน คิดเป็นร้อยละ 10 ดังนั้นอีกร้อยละ 90 ที่เหลือยังต้องการระบบการแพทย์ฉุกเฉินเข้ามาให้บริการ จึงจำเป็นต้องมีการพัฒนาเพื่อให้ประชาชนเข้าถึงบริการมากขึ้น
ร.ต.อ.นพ.อัจฉริยะ กล่าวอีกว่า ในปี 2558 การรับแจ้งเหตุฉุกเฉินผ่านหมายเลข 1669 ในระดับเครือข่ายบริการสุขภาพ ในบางเขตยังมีอัตราที่น้อยอยู่ ดังนั้นเป็นหน้าที่ของ สพฉ.ที่ต้องทำให้ประชาชนได้รับรู้ถึงภาวะฉุกเฉิน และ การแจ้งเหตุฉุกเฉิน สิ่งสำคัญคือว่า ภาวะฉุกเฉินของประชาชนกับของแพทย์จะไม่ตรงกัน โดยการให้ความรู้กับประชาชนในส่วนนี้ทำได้โดยใช้วิธีการหลายรูปแบบ เช่น การใช้ห่วงโซ่การรอดชีวิต ตั้งแต่เริ่มรับรู้ แจ้งเหตุฉุกเฉิน การปั้มหัวใจในกรณีจำเป็น และการช็อตด้วยเครื่องการฟื้นคืนคลื่นหัวใจไฟฟ้าแบบอัตโนมัติ หรือ กึ่งอัตโนมัติของภาคประชาชน และมีหน่วยบริการการแพทย์ฉุกเฉินเข้ามารับ ณ จุดเกิดเหตุ ก่อนที่จะส่งต่อไปยังสถานพยาบาลที่เหมาะสมต่อไป สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่ประชาชนจะต้องรับทราบ ผ่านเครือข่ายต่างๆ เช่น เครือข่ายอาสาชุมชนต่างๆ
ร.อ.นพ.อัจฉริยะ กล่าวว่า สำหรับการดำเนินการนโยบายเรื่อง เจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤตดีทุกที่ ฟรีทุกสิทธิ 72 ชั่วโมงนั้น พบว่า ปัญหาที่ผ่านมายังมีข้อร้องเรียนเรื่อง รพ.เอกชน เรียกเก็บเงินค่ารักษา ซึ่งตรงนี้ส่วนหนึ่งมาจากความไม่เข้าใจคำนิยาม เจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤต ซึ่งในนโยบายระบุชัดว่า หากเป็นวิกฤตสีแดง รพ.ต่างๆทั้งรัฐและเอกชน แม้จะไม่ได้อยู่ตามสิทธิของผู้ป่วยก็ต้องไม่เรียกเก็บค่ารักษาพยาบาลใน 72 ชั่วโมง และเมื่อพ้นวิกฤตต้องส่งออกไปยังรพ.ตามสิทธินั้น แต่ที่ผ่านมามีการถกเถียงกันมาก เพราะคำว่าฉุกเฉินของแพทย์และคนไข้ เข้าใจไม่เหมือนกัน เช่น อาการปวดท้องมากๆ คนไข้อาจคิดว่าอันตรายฉุกเฉิน ก็จะไปรักษาที่รพ.เอกชน เพราะเข้าใจว่าไม่เสียเงิน แต่เมื่อแพทย์ตรวจออกมาแล้วปรากฏว่าไม่วิกฤต ก็ต้องเสียเงิน เมื่อไม่เข้าใจก็เกิดประเด็นร้องเรียน
“ที่ผ่านมามี 2 ทางเลือกเมื่อสุดท้ายแพทย์วินิจฉัยว่าไม่วิกฤตสีแดง คือ 1. ย้ายไปรักษารพ.ตามสิทธิ และ2. ยอมจ่ายเงินและรักษาที่รพ.เอกชนต่อ อย่างไรก็ตาม กรณีดังกล่าวเราเข้าใจปัญหา ขณะนี้ก็จะมีการนำมาพิจารณาว่า จะทำอย่างไรให้คำนิยามว่า เจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤตสีแดง เข้าใจทั้งแพทย์และคนไข้ เพราะที่ผ่านมาใช้ศัพท์เทคนิกเยอะมาก เพราะต้องให้แพทย์เข้าใจอย่างละเอียด เช่น ค่าออกซิเจนต่างๆ เป็นต้น ดังนั้น การเปิดเผยเพื่อให้คนไข้ทราบอาจทำให้ไม่เข้าใจ แต่เรื่องนี้ก็จะนำมาพิจารณาหาทางออกว่า จะทำอย่างไรต่อไป” ร.อ.นพ.อัจฉริยะ กล่าว และว่า ปัจจุบันกระทรวงสาธารณสุขอยู่ระหว่างจัดทำกฎกระทรวงเพื่อแก้ปัญหาเหล่านี้อยู่ ตั้งเป้าว่าน่าจะประกาศใช้ได้ในเดือนเมษายนนี้

