วันที่ 9 มีนาคม เจ้าหน้าที่สำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดภูเก็ต ( ส.ป.ก.ภูเก็ต) นำโดยนายสุทธวัชร นาคสวาท นิติกรชำนาญการ พร้อมเจ้าหน้าที่ นำป้ายและเอกสาร ประกาศของสำนักงาน ปฏิรูปที่ดินจังหวัดภูเก็ต เรื่องห้ามบุกรุกที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ไปติดภายในบริเวณที่ดินรอยต่อหาดไตรตรังและหาดพาราไดซ์ ถนนหมื่นเงิน ต.ป่าตอง อ.กะทู้ จ.ภูเก็ต เพื่อแสดงให้ทราบว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่ ส.ป.ก.ที่มีการยึดคืน และห้ามบุกรุก โดยมีเจ้าหน้าที่ทหารบกนำโดย พ.อ.อายุพันธุ์ กรรณสูต เสนาธิการ กรมทหารราบที่ 25 กองทัพภาคที่ 4 และเจ้าหน้าที่ทหารเรือทัพเรือภาคที่ 3 เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ป่าตอง รวมประมาณ 20 นาย
จากการเข้าในพื้นที่พบมีการกั้นรั้วประตูทางเข้า และติดป้ายเป็นที่ดินส่วนบุคคล มีคนดูแลบริเวณทางเข้า 1 คน ทราบชื่อภายหลังว่านายไพโรจน์ เจ้าหน้าที่จึงแสดงตัวพร้อมชี้แจงว่าจะเข้าติดป้ายประกาศ เบื้องต้นนายไพโรจน์กล่าวว่า ได้มาดูแลให้กับนายสมปอง สกุลทับ ซึ่งอ้างเอกสารสิทธิ ส.ค.1 จนท.จึงให้ประสานผู้อ้างสิทธิ ก่อนเข้าติดประกาศในพื้นที่ โดยพบภายในด้านที่ติดถนน เป็นบ้านพักอาศัยถาวร 1 หลัง เพิงพัก 1 หลัง โรงจอดรถ อีกด้านริมหน้าผาเป็น ซีวิวมองเห็นทะเล มีการปลูกต้นปาล์มและตัดถนนลงไปริมเขา และก่อสร้างเป็นจุดพักและถ่ายภายให้บริการนักท่องเที่ยว โดยพบว่ามีนักท่องที่ยวขี่รถจักรยานยนต์เข้า-ออกพื้นที่หลายราย

นายสุทธวัชรกล่าวว่า ที่ดินแปลงดังกล่าวเป็นพื้นที่ ส.ป.ก.4 – 01 ก. ที่มีการจัดสรรให้ประชาชน เดิมทีมีนายบันลือ ตันติวิท ครอบครองตามสิทธิ ส.ป.ก .ในเนื้อที่ประมาณ 69 – 0-70 ไร่ ต่อมาทาง ส.ป.ก.ภูเก็ต ได้ยื่นฟ้องเนื่องจากตรวจสอบพบว่านายบันลือ ขาดคุณสมบัติตามสิทธิ ส.ป.ก. จึงยื่นฟ้องร้องก่อนที่จะถึงศาลฎีกา และมีคำพิพากษาให้จำเลย และบริวารออกจากที่ดิน (แปลงเลขที่ 2 กลุ่มที่ 71) และเข้าสู่ขั้นตอนการติดประกาศตามขั้นตอนของบังคับคดี โดยจะให้ผู้ที่ไม่ใช่บริวารของจำเลยยื่อคำร้องแสดงอำนาจพิเศษภายในเวลาที่กำหนด ต่อมานายสมปอง สกุลทับ ได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งว่า ประกาศของเจ้าพนักงานบังคับคดี ไม่มีผลถึงที่ดินที่ผู้ร้องครอบครอง และผู้ร้องไม่ใช่บริวารของจำเลย โดยนายสมปองอ้างในคำร้องว่าที่ดินของตนเองอยู่นอกที่ดิน ส.ป.ก.ของนายบันลือ เพื่อขอให้ศาลวินิจฉัย
ต่อมาศาลฎีกาได้พิจารณาคำร้องของนายสมปอง โดยพบว่าที่ดินของนายสมปอง อยู่ในเขตที่ดิน ส.ป.ก.และทับที่ดินของนายบันลือที่ศาลตัดสินไปแล้ว และนายสมปองไม่มีหลักฐานมาหักล้าง จึงส่งผลให้ฎีกาของนายสมปองจึงไม่เป็นสาระให้วินิจฉัย ศาลจึงยกคำร้อง ดังนั้น ทาง สำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดภูเก็ต (ส.ป.ก.ภูเก็ต) จึงออกประกาศว่าที่ดินพิพาทแปลงดังกล่าวเป็นกรรมสิทธิ์ ส.ป.ก.ตามมาตรา 36 ทวิ แห่งพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2519 บุคคลหรือผู้ใด จึงมิอาจอ้างสิทธิที่ดินแปลงดังกล่าวได้ และห้ามมิให้บุคคลหรือผู้ใดบุกรุกที่ดิน มิฉะนั้น ส.ป.ก.ภูเก็ตจะดำเนินคดีตามกฎหมายเด็ดขาด
ทั้งนี้ หลังการติดประกาศดังกล่าวจะให้เวลาผู้ที่ทำประโยชน์ในการดำเนินการรื้อถอนหรือออกจากพื้นที่ตามประกาศในเวลา 30 วัน
อย่างไรก็ตาม ในส่วนของทนายความของนายสมปอง ซึ่งเดินทางมาสังเกตการณ์ ก็กล่าวเพิ่มเติมกับผู้สื่อข่าวว่า สำหรับที่ดินดังกล่าวนั้นนายสมปองได้อาศัยทำประโยชน์มานานก่อนการประกาศ ส.ป.ก. และมีหลักฐานครอบครองตาม ส.ค.1 เป็นเนื้อที่ประมาณ 22 ไร่ ซึ่งนายสมปองนั้นยืนยันว่าพื้นที่ดังกล่าวอยู่นอกพื้นที่ ส.ป.ก. และมีหลักฐานยืนยันได้คือ ต้นไม้หลายประเภท ทั้งต้นมะม่วง ที่มีอายุหลายสิบปี ซึ่งแสดงถึงการใช้ประโยชน์ โดยขณะนี้ ส.ค.1 ฉบับดังกล่าวก็อยู่ระหว่างการยื่นขอออกโฉนดกับกรมที่ดิน

