หน้าแรก ในประเทศ กทม.เห็นพ้องอ...

กทม.เห็นพ้องอนุรักษ์บ้านบางหลังในป้อมมหากาฬ เผยต้อง “พิสูจน์อายุ” ขอผู้รู้ด้านโบราณสถานเข้าร่วม

9.03.17 | 18:13 น.
สืบเนื่องกรณีกรุงเทพมหานคร (กทม.) เข้ารื้อถอนบ้านที่สมัครใจจำนวน 4 หลังเมื่อวันที่ 6 มีนาคมที่ผ่านมา
ล่าสุด เมื่อวันที่ 9 มีนาคม   เวลา 09.00 น. กทม.ได้นัดหมายภาคส่วนต่างๆ ร่วมพูดคุยกันอีกครั้งถึงประเด็นดังกล่าว ภายในบริเวณป้อมมหากาฬ โดยมีนายธวัชชัย วรมหาคุณ ประธานชุมชนป้อมมหากาฬ นายยุทธพันธ์ มีชัย เลขานุการผู้ว่าฯกทม. และ พ.ท.โชคดี อัมพรดิษฐ ผู้บัญชาการกองพันทหารปืนใหญ่ที่ 1 รักษาพระองค์ (ผบ.ป.พัน 1 รอ.) ร่วมหารือ
 .
ภายในวงพูดคุย นายยุทธพันธ์ ได้กล่าวในตอนหนึ่งว่า สืบเนื่องจากทางกทม.ได้เข้าช่วยอำนวยความสะดวกในการเคลื่อนย้ายตัวบ้านในป้อมมหากาฬ ซึ่งเป็นบ้านที่ยอมให้รื้อย้ายเมื่อวันที่ 6 มีนาคมที่ผ่านมา ทำให้ทางกทม.คิดว่าต้องหารือร่วมกันระหว่างทางภาคประชาชน หน่วยงานรัฐและเจ้าหน้าที่ฝ่ายมั่นคง เพื่อร่วมหาทางแก้ไขและทางออกร่วมกัน ซึ่งทางกทม.และทางชุมชนป้อมมหากาฬ ได้เห็นพ้องร่วมกันว่าควรให้เกิดอนุรักษ์บ้านภายในป้อมมหากาฬ ซึ่งทุกภาคส่วนก็เห็นควรว่าบ้านที่เหลืออีก 24 หลังต้องเข้าสู่กระบวนการพิสูจน์อายุบ้านตามหลักวิทยาศาสตร์ว่ามีหลังใดที่เข้าข่ายการอนุรักษ์บ้าง
.
“การร่วมพิสูจน์อายุของบ้านจำนวน 24 หลังนั้นก็จะให้ทุกฝ่ายส่งตัวแทนเข้าแต่ละภาคส่วนเข้ามาร่วมพิจารณา เช่น นักวิชาการ ตัวแทนของกทม. ผู้มีความรู้ทางด้านโบราณสถาน และต่อมาภายหลังที่ได้รับการพิสูจน์เสร็จแล้ว เราก็จะมาหารือร่วมกันอีกครั้งถึงแนวทางการบริหารจัดการว่าจะดำเนินการอย่างไร” นายยุทธพันธ์ กล่าว
แฟ้มภาพ
ใต้ถุนบ้านเลขที่ 99 ที่ชุมชนจัดเป็นแหล่งเรียนรู้ท้องถิ่น
ด้านนายธวัชชัย กล่าวว่า ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ทางชุมชนป้อมมหากาฬก็ได้ใช้ระบบการพูดคุยมาโดยตลอดและก็ขอบคุณทางกทม.ที่ไม่ใช่วิธีการเผชิญหน้า และลดการปะทะซึ่งกันและกัน ส่วนข้อเสนอที่ตนอยากจะให้กทม.ดำเนินการคือ ในส่วนของบ้านที่ได้รื้อไปแล้วก่อนหน้านี้จำนวน 4 หลังนั้นมี 1 หลังคือบ้านเลขที่ 95 ของนางสุรีย์พร โชติสวัสดิ์ ซึ่งปัจจุบันเจ้าของบ้านก็ยังคงอาศัยในชุมชนป้อมมหากาฬ ซึ่งทางกทม.ก็ต้องวางแนวทางแล้วว่าจะดำเนินการกับพื้นที่นั้นอย่างไรในอนาคต ต่อมาจากกรณีทางสถาปนิกสยามได้เข้าประชุมร่วมกับคณะกรรมกรุงรัตนโกสินทร์และมีมติเห็นควรเห็นควรให้อนุรักษ์บ้านไม้โบราณไว้ 24 หลัง
“ขณะนี้บ้านส่วนได้ทรุดโทรมแล้ว จึงอยากให้กทม. วางแนวทางเพื่อให้เกิดความยั่งยืน หากมีแนวทางที่จะพัฒนาเป็นพิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิต ส่วนข้อเสนอที่ทางชุมชุนป้อมมหากาฬได้เสนอไปยังกทม. เช่น เรื่องของการจัดเวรยาม เนื่องจากทางชุมชนอยากให้กทม.ให้ประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมในกระบวนการด้วย และทางชุมชนขอที่ดินจำนวน 1 ไร่เศษเพื่อจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์ของชุมชน รวมถึงขอให้ชุมชนเป็นภาคีเครือข่ายภาคประชาสังคมในเรื่องของการท่องเที่ยวให้ชุมชนเป็นพื้นที่ป้อมมหากาฬนำร่องส่วนนี้ เพื่อนำไปสู่การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน” นายธวัชชัย กล่าว
แฟ้มภาพ
บ้านเลขที่ 99 บริเวณลานกลางชุมชนป้อมมหากาฬ
นอกจากนี้ แหล่งข่าวจากศาลาว่าการฯกทม. จากการพูดคุยในวันนี้ ได้มีการวางกรอบแนวทางซึ่งเป็นที่ยอมรับของทั้ง 3 ฝ่าย โดย กทม.เตรียมจะพิสูจน์บ้านจำนวน 24 หลัง ตามตัวเลขเดิมที่ระบุไว้  ซึ่งเป็นการพิสูจน์ตามหลักวิทยาศาสตร์โดยผู้เชี่ยวชาญ ในส่วนของ อายุของบ้านแต่ละหลัง  ว่าหลังไหนที่เป็นบ้านเก่า หรือ เป็นบ้านร่วมสมัย ก่อนที่จะพิจารณาว่า บ้านหลังไหนควรเก็บไว้ ขณะนี้ยังคงมีข้อขัดแย้งกันอยู่เล็กน้อยว่าบ้านร่วมสมัยเห็นควรให้อนุรักษ์อย่างไร ส่วนในเรื่องกรอบเวลาว่าจะพิสูจน์ได้เมื่อใด ก็จะเริ่มดำเนินการให้เร็วที่สุด แต่ยังไม่มีการพูดถึงการเข้ารื้อแต่อย่างใด รวมทั้งจะยังได้นำข้อเสนอของชาวบ้านในส่วนของการอาศัยอยู่ร่วมกับชุมชน มาพิจารณา โดยขอให้ผ่านกระบวนการพิสูจน์อายุของบ้านเสียก่อน
นอกจากนี้ยังยังมีการพูดถึงประเด็นสิทธิส่วนบุคคลของชาวบ้านที่ต้องการย้ายออก โดยขอให้แจ้งกับทางชุมชน โดยที่จะไม่มีการขัดขวาง ขณะเดียวกันทางกทม.จะเป็นผู้อำนวยความสะดวกเช่นเดิม ส่วนการหาทางออกร่วมกันในวันนี้ถือว่ามีแนวโน้มในทิศทางที่ดีขึ้น หากเปรียบเทียบกับสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ และเชื่อว่าเรื่องนี้จะสามารถหาข้อยุติได้โดยการเจรจา อย่างไรก็ตาม กรอบแนวทางที่วางไว้คงจะไม่สามารถใช้เป็นโมเดลสำหรับพื้นที่อื่นๆได้ เนื่องจากแต่ละพื้นที่มีความแตกต่างกัน
“แน่นอนว่าการบริหารงานราชการยุคใหม่นั้นเป็นเรื่องจำเป็นที่ต้องอาศัยการมีส่วนร่วมของฝั่งประชาชน แต่จะมากน้อยขนาดไหนนั้นคงต้องมาคุยกันอีกที” แหล่งข่าว กล่าว