วันที่ 9 มีนาคม 2560 นายพงศกร อุ่นพิกุล ตัวแทนชาวบ้านค่ายลูกเสือ หมู่ 2 และบ้านภูทอง นำรายชื่อประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนขาดแคลนน้ำอุปโภค-บริโภค เนื่องจากระบบสถานีสูบน้ำที่ 2 โครงการจัดหาแหล่งน้ำช่วยเหลือราษฎรในเขตนิคมสร้างตนเองลำปาวอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของเทศบาลตำบลภูดิน และดำเนินการซ่อมเสร็จแล้วกลับใช้งานไม่ได้เต็มที่ ได้เข้ายื่นหนังสือขอความช่วยเหลือไปยังนายณัฐภัทร สุวรรณประทีป ผู้ว่าราชการ จ.กาฬสินธุ์ โดยผ่านศูนย์ดำรงธรรม จ.กาฬสินธุ์ และสำนักงานท้องถิ่น จ.กาฬสินธุ์ เพื่อขอความช่วยเหลือและแก้ไขปัญหา และเข้ายื่นหนังสือกับสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน จ.กาฬสินธุ์ เพื่อให้เร่งตรวจสอบการจัดซื้อจัดจ้างโครงการซ่อมแซมระบบประปาและงบประมาณในการก่อสร้างต่างๆ ที่เปล่าประโยชน์ โดยเฉพาะโครงการขุดแก้มลิงในเขื่อนลำปาว และโครงการอื่นๆ ที่สิ้นเปลืองงบประมาณแต่ชาวบ้านไม่ได้ประโยชน์เท่าที่ควร และไม่ได้เป็นการแก้ไขปัญหาเร่งด่วนตามความต้องการของชาวบ้าน
นายพงศกรกล่าวว่า ในฐานะเป็นตัวแทนชาวบ้านที่ได้รับความเดือดร้อน ต้องการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการช่วยเหลือการขาดแคลนน้ำและแก้ปัญหาระบบประปาทั้งระบบ เนื่องจากชาวบ้านทนทุกข์ทรมานกับปัญหาขาดน้ำซ้ำซากมากว่า 10 ปีแล้ว พร้อมทั้งให้ตรวจสอบการดำเนินการซ่อมแซมสถานีสูบน้ำ ที่ทางเทศบาลตำบลภูดินจัดงบประมาณมาซ่อมแล้วแต่กลับใช้งานไม่ได้เต็มที่ รวมไปถึงการจัดซื้อจัดจ้างและงบประมาณที่แก้ปัญหาภัยแล้งต่างๆ ที่เทศบาลดำเนินการจ้างผู้รับเหมา โดยเฉพาะการขุดแก้มลิงในเขื่อนลำปาวและการก่อสร้างถนน ซึ่งเปล่าประโยชน์และชาวบ้านไม่ได้รับประโยชน์เท่าที่ควร และไม่ได้เป็นการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนเร่งด่วนตามนโยบายที่นำเงินงบประมาณงบจ่ายขาดเงินสะสมมาใช้ประโยชน์
ด้านนายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ได้กล่าวภายหลังร่วมวางศิลาฤกษ์สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินจังหวัดกาฬสินธุ์ ถึงกรณีปัญหาที่ชาวบ้านเรียกร้องให้ตรวจสอบโครงการซ่อมแซมสถานีสูบน้ำของเทศบาลตำบลภูดิน หลังจากซ่อมแซมเสร็จแล้วกลับใช้ประโยชน์ไม่เต็มที่ และตรวจสอบงบจ่ายขาดเงินสะสมแก้ปัญหาภัยแล้ง ที่ดำเนินการโดยที่ชาวบ้านไม่ได้รับประโยชน์ว่า นโยบายการจ่ายขาดเงินสะสมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในขณะนี้ ถือเจตนารมณ์ที่ดีของรัฐบาลที่ต้องการเร่งรัดให้มีการแก้ไขปัญหาความทุกข์ร้อนของประชาชน แต่ปัญหาอยู่ที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่จะตอบสนองนโยบายนี้ ซึ่งก่อนดำเนินการจะต้องทำความเข้าใจ ศึกษาปัญหาความต้องการและต้องลำดับความจำเป็นเร่งด่วนให้ถูกต้อง อย่างไรก็ตาม การเลือกทำโครงการต่างๆ นั้นจะต้องเลือกทำโครงการเป็นไปตามแนวนโยบายคือการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนและความจำเป็นเร่งด่วน ซึ่งอะไรที่ยังไม่ใช่ปัญหาเร่งด่วนก็อาจจะใช้งบปกติดำเนินการไปก่อน เพราะฉะนั้น จึงเป็นหน้าที่ของฝ่ายบริหารขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่จะต้องใช้ความสามารถตัดสินใจและเลือกทำในสิ่งที่เป็นการแก้ไขปัญหาอย่างแท้จริง พร้อมทั้งรับฟังความต้องการและความเห็นของประชาชนซึ่งเป็นเจ้าของเงินแผ่นดินด้วย
นายพิศิษฐ์กล่าวต่อว่า หากผู้บริหารดันทุรังทำในสิ่งที่ไม่ก่อประโยชน์ ชาวบ้านไม่เห็นด้วยและไม่ยอมรับ แม้เพียงคนเดียว บางครั้งทำให้สิ้นเปลืองงบประมาณเงินแผ่นดินโดยเปล่าประโยชน์ เพราะไม่ได้เกิดคุณค่า ซึ่งที่ผ่านเกิดความสูญเสียจากการใช้จ่ายเงินของผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ไม่มีวิสัยทัศมามากแล้ว ดังนั้น ถึงเวลาแล้วที่ผู้บริหารจะต้องสำนึกว่าขณะนี้อยู่ในวาระรับโอกาสจากรัฐบาลและประชาชนให้บริหาร ไม่ควรที่จะทำแบบเดิมคือทำแบบหาเสียง ทำเพื่อประชานิยม แต่จะต้องทำบนพื้นฐานเพื่อประโยชน์ของประชาชนอย่างแท้จริง
นายพิศิษฐ์กล่าวอีกว่า ส่วนกรณีมีผู้รับจ้างหรือผู้รับเหมาผูกขาดรับงานทุกอย่างเพียง 1-2 รายในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมาโดยตลอดนั้น ทางสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินได้ตั้งข้อสังเกตว่าเป็นเรื่องผิดปกติ ปัญหาอยู่ที่ว่า เจ้าหน้าที่ได้ทำการตามระเบียบอย่างจริงจัง และมีวาระซ่อนเร้นหรือไม่ เพราะการเลือกที่รักมักที่ชัง เอื้อประโยชน์หรือแอบแฝงหาผลประโยชน์ทั้งทางตรงและทางอ้อมล้วนแล้วแต่ผิดกฎหมายและนำไปสู่การกระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ ซึ่งไม่ใช่เรื่องเล็ก มีความผิดละเว้น และปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ จะต้องถูกดำเนินการทางอาญา ทั้งนี้ ที่ผ่านมาทางสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินได้เสนอชื่อผู้บริหารที่ต้องถูกสั่งพักงานและถูกปลดตามมาตรา 44 มาหลายรายแล้ว จึงอยากฝากถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนำเอากรณีดังกล่าวเป็นอุทาหรณ์ในการบริหารงานและเงินของแผ่นดินให้ประชาชนได้รับประโยชน์อย่างแท้จริง สำหรับกรณีปัญหาของเทศบาลตำบลภูดิน ก็จะให้ สตง.กาฬสินธุ์ลงพื้นที่เข้าไปตรวจสอบต่อไป

