ทนายสายหยุด เยี่ยมทนายตั้ม คุยปมเงิน 39 ล้าน ษิทราตอบเรื่องพินัยกรรมเจ๊อ้อย ทำลายแล้ว

19.11.24 | 15:55 น.

ทนายสายหยุด ยอมรับ คุย ‘ษิทรา’ ปม 39 ล้านบาทในเรือนจำแล้ว ทนายตั้มปฏิเสธ ไม่เกี่ยวพินัยกรรม

เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน ที่ด้านหน้าเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ทนายสายหยุด เพ็งบุญชู ทนายความของ นายษิทรา เบี้ยงบังเกิด หรือ ทนายตั้ม เปิดเผยหลังเดินทางเข้ามาเยี่ยมทนายตั้มว่า วันนี้ได้เข้าเยี่ยมทนายตั้มอย่างใกล้ชิด ในลักษณะใช้โทรศัพท์โทรคุยกัน แต่มีกระจกกั้น ซึ่งไม่ได้มองหน้ากัน เนื่องจากทนายตั้มให้ข้อมูลผ่านทางโทรศัพท์และตัวเองต้องเร่งบันทึก โดยมีใจความเรื่องความเป็นอยู่ ซึ่งทนายตั้มสามารถปรับตัวได้ ไม่ได้มีความกังวล หรือเครียด โดยไม่ได้ร้องขออะไรเป็นพิเศษ ส่วนเรื่องภรรยาจะฝากญาติที่เข้าไปเยี่ยมทุกวันโดยตรง

ทนายสายหยุดกล่าวว่า ส่วนตัวไม่ทราบว่ามีพี่เลี้ยง “แอม ไซยาไนด์” อยู่ด้วยหรือไม่ รวมทั้งเรื่องการประกันตัวทนายตั้มและภรรยาก็ยังไม่ได้มีการพูดถึง เนื่องจากยื่นประกันตัวไปแล้วไม่ได้ โดยจะต้องรอพนักงานสอบสวนส่งฝากขังผัดที่ 2 ว่าจะให้เหตุผลยังไง ถึงจะพิจารณาอีกครั้งหนึ่งว่าพนักงานสอบสวนจะยังคัดค้านการประกันตัวอยู่หรือไม่

ส่วนเรื่องคดี 39 ล้านบาทจะสามารถดำเนินการสู้ต่อไหวหรือไม่ ทนายสายหยุดกล่าวว่า ส่วนตัวดูจากสำนวนคดีเป็นหลัก ไม่ได้ฟังจากสื่อและเรื่องเล่าปากต่อปาก

Advertisement

กรณี อาจารย์ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ คณบดีสถาบันแพทย์แผนบูรณาการและเวชศาสตร์ชะลอวัย มหาวิทยาลัยรังสิต ออกมาเปิดเผยว่า คดี 39 ล้านบาทเป็นสารตั้งต้นที่ทำให้ทนายตั้มถูกดำเนินคดีนั้น ทนายสายหยุดกล่าวว่า เรื่องนี้ไม่ขอก้าวล่วง เพราะเป็นวาทกรรมในการข่าว ส่วนตัวจะดำเนินการไปตามสำนวนและแนวทางคดี

ส่วนข้อมูลที่ได้รับรู้จากการเผยแพร่จากสื่อมวลชนกับข้อมูลที่ได้รับจากทนายตั้มมองว่า ทนายตั้มเพลี่ยงพล้ำในเรื่องของการที่จะต่อสู่คดีหรือไม่ ทนายสายหยุดบอกว่า ในทางคดี นุ กับ สาริณี ยังไม่มีหลักฐานการซัดทอดมาที่ทนายตั้ม ถึงแม้ว่าทั้ง 2 คนจะถูกดำเนินคดี รวมทั้งตำรวจได้ประกาศว่าจะดำเนิคดีกับทนายตั้มก็ตาม เพราะข้อเท็จจริงทนายตั้มยังไม่ถูกดำเนินคดี ฉะนั้น ผมต้องไปขอข้อมูลจากทนายตั้มและมาศึกษา หากทนายตั้มผิดจริงก็แนะนำจะให้รับสารภาพ เพราะยืนยันว่าจะไม่รับทำคดีแน่นอนหากทำแล้วแพ้ ส่วนนุกับสารีณีเป็นผู้กระทำ และเป็นตัวรับเงิน จะต้องถูกดำเนินคดีอยู่แล้วเป็นธรรมดา

ส่วนพยานหลักฐานมีความชัดเจนถึงการขนย้ายเงิน จำนวน 39 ล้านบาทด้วยการใส่กระเป๋านั้น ทนายสายหยุดกล่าวว่า เพิ่งเห็นตามภาพสื่อเช่นกัน ส่วนรายละเอียดทางคดีไม่ขอออกความคิดเห็น ขอเห็นเอกสาร หรือข้อเท็จจริงที่พนักงานสอบสวนจะแจ้งข้อกล่าวหาก่อน

ทนายสายหยุดกล่าวว่า เบื้องต้นเท่าที่ได้รับข้อมูลคดี 39 ล้านจากทนายตั้มพบว่ามีพยานหลักฐานที่จะสามารถต่อสู้คดีได้ โดยทนายตั้มเตรียมพยานหลักฐานดังกล่าวไว้แล้ว ส่วนเจ้าตัวจะหลอก หรือสับขายังไงก็เป็นเรื่องของทนายตั้ม ซึ่งเรื่องนี้เกิดขึ้นมานานแล้ว พยานหลักฐานจะเหลือร่องรอยมากน้อยแค่ไหนก็ต้องไปตรวจสอบพิจารณาอีกครั้ง

ทนายสายหยุดกล่าวต่อว่า สำหรับคดี 71 ล้าน ขณะนี้ได้พูดคุยกับทนายของเจ๊อ้อยในเรื่องของการไกล่เกลี่ยเพื่อจะเยียวยา ซึ่งเมื่อไปถึงชั้นศาล และคดีเกี่ยวข้องกับการฉ้อโกง ศาลก็จะให้ไกล่เกลี่ยกันอยู่แล้ว และเจตนาส่วนตัวก็คือเมื่อเป็นหนี้แล้ว เขาทวงเราก็ต้องใช้ แต่หากในอนาคตทนายตั้มไม่คืนก็จะมีเหตุที่ทำให้ตนตัดสินใจเกี่ยวกับการทำงานหลังจากนี้ พร้อมย้ำว่า หากเป็นหนี้แล้วทนายตั้มไม่ใช้นั้น จะสามารถเป็นเหตุผลในการตัดสินใจว่าจะว่าความต่อหรือไม่

ส่วนที่อาจารย์ปานเทพออกมาเปิดเผยว่า ทนายตั้มมีกรณีเรื่องการทำพินัยกรรมและให้ตัวเองเป็นผู้จัดการมรดกของเจ๊อ้อย ทนายสายหยุดบอกว่า ขอไม่วิพากษ์วิจารณ์ในกรณีนี้ แต่มีการพูดคุยกับทนายตั้มจริง ซึ่งเจ้าตัวบอกทำลายไปแล้ว และการยกเลิกก็ไม่น่ามีปัญหาอะไร เรื่องนี้เป็นเรื่องเจ๊อ้อยและทนายตั้ม ส่วนตัวไม่ทราบ

ส่วนเรื่องที่มีการอ้างว่าทนายตั้มติด GPS ในรถของเจ๊อ้อย ทนายตั้มอ้างว่าไม่ได้ติด ซึ่งมันก็ไม่สามารถระบุได้ว่ามีสัญญาณ หรือมันไม่สามารถยืนยันได้

ส่วนที่สังคมชื่นชมการทำงานและการพูดอย่างตรงไปตรงมา ทนายสายหยุดกล่าวว่า ไม่รู้ว่าจะมาพูดอ้อมค้อมทำไม ไม่ต้องดัดจริต การออกมาพูดให้สวยหล่อนั้นมองว่าพูดเรื่องจริงง่ายกว่า คนฟังรู้เรื่องว่าอะไรโกหก อะไรไม่โกหก ตนมีหน้าที่ทนายความ ทนายตั้มจ้าง ตนก็ต้องทำ หากรับเงินมาแล้วเขาติดคุก สังคมประณาม แล้วตนเไม่ทำ เพราะกลัวเสียชื่อเสียง มองว่ามันไม่ใช่ ต้องแยกแยะ