วันที่ 10 มีนาคม 2560 สถานการณ์ในพื้นที่จังหวัดสุรินทร์ที่เริ่มก้าวย่างเข้าสู่หน้าแล้งอย่างเต็มตัว หลายพื้นที่พบว่าเริ่มมีการขาดแคลนน้ำกินน้ำใช้กันบ้างแล้ว ส่วนห้วยหนองคลองบึงต่างๆ ระดับน้ำก็เริ่มลดลงเช่นกัน ขณะที่คนเลี้ยงช้าง ควาญช้างบางรายก็ได้เตรียมความพร้อมรับมือภัยแล้งที่เกิดขึ้น โดยการปลูกพืชอาหารช้างเช่นหญ้าและอ้อยสำรองไว้ในที่ดินของตัวเอง เพื่อให้ช้างได้มีกินเพียงพอจนผ่านพ้นฤดูแล้ง ถือว่าเป็นการช่วยเหลือตนเองอีกด้านหนึ่ง นอกเหนือจากอาหารช้างที่ทางโครงการคชอาณาจักร จ.สุรินทร์ ขององค์การสวนสัตว์ในพระบรมราชูปถัมภ์ นำมาให้ช้างกินในแต่ละวัน
ขณะที่พื้นที่บ้านตากลาง ต.กระโพ อ.ท่าตูม จ.สุรินทร์ ซึ่งเป็นหมู่บ้านช้างเลี้ยงที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีช้างที่ร่วมโครงการนำช้างคืนถิ่นของโครงการคชอาณาจักร จ.สุรินทร์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ และโครงการนำช้างคืนถิ่นเพื่อพัฒนาสุรินทร์บ้านเกิดของ อบจ.สุรินทร์ กว่า 300 เชือก พบว่าควาญช้างต่างมีการช่วยเหลือตัวเองด้วยการเตรียมพืชอาหารช้างสำรองไว้ ด้วยการปลูกหญ้าและอ้อยไว้เอง
นายลอย แสนดี อายุ 51 ปี ควาญช้างที่เข้าร่วมโครงการนำช้างคืนถิ่นของโครงการคชอาณาจักร จ.สุรินทร์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ อยู่บ้านเลขที่ 28 หมู่ 10 บ้านปรีง ต.บะ อ.ท่าตูม จ.สุรินทร์ กล่าวว่า คนที่เป็นควาญช้างไม่จำเป็นจะต้องรอให้ถึงหน้าแล้ง พอช่วงหน้าฝนเราก็ต้องเตรียมพร้อมก่อน โดยการปลูกหญ้าปลูกอะไรไว้รอเลย พอถึงหน้าแล้งเราจะได้ตัด วันไหนที่หญ้าไม่มาหรือมาน้อยเราก็ตัดหญ้าที่เราปลูกไว้นี้แหละให้ช้างกิน บางทีก็มีซื้อบ้างเหมือนกันถ้าราคาถูก อาหารตัวไหนที่ราคาแพงเราก็ไม่ซื้อ จะซื้อเท่าที่ซื้อได้

“นอกจากนั้นก็จะมีองค์การสวนสัตว์และ อบจ.นำมาแจกให้ ซึ่งก็แล้วแต่ว่าใครจะอยู่โครงการไหน แต่ก็ไม่แน่นอน บางวันก็ได้เยอะ บางวันก็ได้น้อย 4 มัดบ้าง 5 มัดบ้างต่อวัน ส่วนเรื่องน้ำนั้นมีปัญหามาก แต่ตนก็ช่วยเหลือตัวเองเอา สิ่งไหนที่พอช่วยตัวเองได้ก็ช่วยไปก่อน น้ำก็ไปดูดมาจากสระแล้วขนมาเอง ตอนนี้น้ำและไฟยังไม่มีใช้นะที่นี่ ส่วนเงินเดือนที่ได้รับต่อเชือกตอนนี้อยู่ที่ 10,800 บาท ตนมีช้างอยู่ 4 เชือก และอีก 3 เชือกรับจ้างดูแลให้เขา รวมทั้งหมด 7 เชือก มีข้อดีที่ไม่ต้องนำช้างออกไปเร่ร่อนตามท้องถนน” นายลอยกล่าว

