ทนายพัช เปิดใจหลังได้ประกันตัว เตรียมสู้ชั้นอุทธรณ์ เผย แอม ไซยาไนด์ เครียด-ห่วงอดีตสามี

20.11.24 | 19:49 น.

ทนายพัช เปิดใจหลังได้ประกันตัว เตรียมสู้ชั้นอุทธรณ์ เผย แอม ไซยาไนด์ เครียด-ห่วงอดีตสามี

เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ภายหลังศาลอาญามีคำพิพากษาในคดีแอม ไซยาไนด์ วางยาพิษ น.ส.ศิริพร ขันวงษ์ หรือก้อย โดยพิพากษาตัดสินประหารชีวิต นางสรารัตน์ รังสิวุฒาภรณ์หรือแอม ไซยาไนด์ และพิพากษาจำคุก พ.ต.ท.วิฑูรย์ รังสิวุฒาภรณ์ หรือ อดีตสามีแอม ไซยาไนด์ 1 ปี 4 เดือน กับพิพากษาจำคุก น.ส.ธันย์นิชา เอกสุวัณวัฒน์ หรือทนายพัช 2 ปี

ล่าสุดผู้สื่อข่าวรายงานว่าภายหลังจากเมื่อช่วงเย็นที่ผ่านมา ศาลอาญาอนุญาตให้ประกันตัว พ.ต.ท.วิฑูรย์ หรืออดีตสามีแอม ไซยาไนด์ และ น.ส.ธันย์นิชา หรือทนายพัช 2 ปี ด้วยหลักทรัพย์คนละ 100,000 บาท

ต่อมาเวลา 17:38 น.  พ.ต.ท.วิฑูรย์ ได้รับการปล่อยตัวตามคำสั่งของศาลและเดินทางออกมาจากอาคารศาลอาญา ผู้สื่อข่าวได้พยายามที่จะเข้าไปสอบถามและพูดคุย ปรากฏว่า พ.ต.ท.วิฑูรย์ ได้แต่มองหน้าผู้สื่อข่าวและเดินปรี่ไปขึ้นรถออกไปจากศาลทันที โดยไม่ตอบคำถามใด ๆ ของผู้สื่อข่าว

ต่อมาเวลา 17:55 น.ทนายพัช ลงมาจากอาคารศาลอาญา พร้อมด้วย นายไชยา คุ้มอ่ำ ทนายความของจำเลยทั้งสามคน โดยได้เปิดเผยกับสื่อมวลชนหลังจากได้รับการประกันตัว

Advertisement

ทนายไชยา กล่าวว่า ในส่วนคำพิพากษาในวันนี้ ถือเป็นดุลยพินิจของศาล เราต้องเคารพและไม่ก้าวล่วงต่อศาล เมื่อศาลใช้ดุลพินิจแบบไหนเราต้องมีหน้าที่ในการต่อสู้ในชั้นอุทธรณ์ต่อไป แต่อย่างไรก็ตามด้วยความเคารพต่อศาลตนไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษาดังกล่าว เนื่องจากยังไม่ปรากฏประจักษ์พยานที่เห็นชัดจากฝั่งโจทก์ ที่นำมาประกอบในคำพิพากษา โดยพยานหลักฐานที่โจทก์กล่าวอ้างมีเพียงแค่แต่ไม่มีพยานที่ฝั่งจำเลยกล่าวอ้างเลย

ขณะที่ น.ส.ธันย์นิชา หรือ ทนายพัช กล่าวว่า พยานฝั่งจำเลย ทั้งคนติดตั้งกล้องวงจรปิดและความเห็นของหมอพรทิพย์ โดยในคำพิพากษาไม่มีการกล่าวถึงพยานส่วนนี้ของฝั่งจำเลยแม้แต่น้อย ทำให้ตนรู้สึกติดใจเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะความเห็นในส่วนของหมอพรทิพย์ที่ไม่มีอยู่ในคำพิพากษาได้อย่างไร

ทนายไชยยา กล่าวว่า ตนมองว่าทั้งพยานและคำให้การของฝั่งจำเลยนั้น ได้นำเสนอแก่ศาลในชั้นพิจารณาเรียบร้อยแล้ว แต่ตนมีความเห็นว่า ศาลไม่ยกประเด็นฝั่งจำเลยมาพิจารณาเลย ศาลมองแค่จำเลยได้กระทำความผิดตามที่โจทก์กล่าวอ้างเท่านั้น โดยศาลรับฟังแต่ในส่วนที่โจทก์นำสืบพยานและในส่วนที่โจทก์ไม่ได้นำสืบพยานแต่ศาลใช้ดุลยพินิจเชื่อว่าน่าจะได้กระทำความผิดหรือมีพยานหลักฐาน โดยในชั้นอุทธรณ์นั้น จะมีหลายประเด็นที่ต้องต่อสู้ในส่วนที่ไม่เห็นด้วยกับการวินิจฉัยของศาล โดยจะเน้นพยานหลักฐานฝั่งตนเองที่เคยนำสืบไปแล้วมาต่อสู้ในชั้นอุทธรณ์ ตนคงไม่นำเสนอพยานหลักฐานใหม่ เช่น กรณีที่มีการปลอมปนยาในรถ ซึ่งฝั่งของตนมีการนำสืบว่าพบภาพวงจรปิดที่ขยายเห็นภาพภายในรถ แต่ในประเด็นดังกล่าวฝั่งโจทก์ไม่ได้นำเสนอในชั้นศาลตามที่กล่าวอ้างว่ามีการปลอมปนยาภายในรถ ทำให้ศาลเชื่อว่ามีการกระทำความผิดดังกล่าว โดยตนเชื่อว่าฝ่ายโจทก์ไม่ได้ยกประเด็นกล้องวงจรปิดมานำสืบ เพราะจะทำให้ศาลเห็นว่าจำเลยไม่มีพฤติการณ์วางยาพิษ

ทนายไชยยา กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ตนยังได้โต้แย้งในประเด็นนี้ว่า รถดังกล่าวลูกของผู้ต้องหาก็อยู่ภายในรถด้วยแต่ไม่มีใครได้รับอันตราย เพราะถ้าหากเปิดขวดไซยาไนด์ขึ้นมา สารพิษจะต้องฟุ้งกระจายในรถแล้ว รวมทั้งผู้ที่มาตรวจรถต้องได้รับอันตรายจากสารไซยาไนด์แล้ว

เมื่อถามว่าประเด็นที่มีการพบขวดไซยาไนด์ภายในรถ ได้อย่างไร ทนายพัช กล่าวว่า ทางตำรวจมีการสั่งซื้อไซยาไนด์ เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2566 แล้วนำมาทดสอบในรถเพื่อประกอบในสำนวนคดี

ทนายพัช กล่าวต่อว่า ตนมองว่าประเด็นที่สำคัญอีกก็คือไม่พบสารไซยาไนด์ในตัวของ แอม รวมทั้งเสื้อผ้าหรือที่เล็บและเสื้อผ้าของผู้ตายก็ไม่พบดีเอ็นเอของบุคคลอื่น ส่วนประเด็นที่พบว่ามีถุงดำหรือถุงมือปรากฏในข่าวนั้นก็ไม่พบดีเอ็นเอของแอมเช่นเดียวกัน

เมื่อถามว่าภายหลังศาลมีคำพิพากษาประหารชีวิต แอมมีความรู้สึกอย่างไร ทนายไชยยา กล่าวว่า แอมบอกเพียงว่า ไม่เห็นความยุติธรรมและแอมได้ทำใจไว้แล้วว่าผลพิพากษาจะต้องออกมาเป็นแบบนี้ ด้วยความเป็นผู้หญิง ไม่มีทางที่ลูกความของตนจะไม่มีความเครียด รวมทั้งแอมมีความเป็นห่วงและคิดถึง พ.ต.ท.วิฑูรย์ และทนายพัชมากกว่าตัวเอง โดยระหว่างพูดคุยหลังคำพิพากษา แอมตาแดงก่ำอย่างเห็นได้ชัด

ด้านทนายพัช กล่าวเสริมว่า มีคำพูดที่แอมพูดไว้ด้วยแต่ไม่สามารถเปิดเผยได้ เพราะเกรงว่าจะละเมิดอำนาจของศาล ส่วนการต่อสู้ของตนและพ.ต.ท.วิฑูรย์ ในชั้นอุทธรณ์ ตนยืนยันว่าไม่ได้เป็นการช่วยปกปิดพยานหลักฐาน และทำให้ผู้กระทำความผิดไม่ต้องรับโทษ แต่ตนไม่ขอเปิดเผยข้อต่อสู้เพราะจะมีผลต่อการต่อสู้ของรูปคดี

ผู้สื่อข่าวรายงานต่อว่า จากการสังเกตจากสีหน้าของทนายพัช ดูไม่มีท่าทีกังวลต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแต่อย่างใด