เปิดพฤติการณ์ หมอบุญ ลวงลงทุนโปรเจ็กต์ยักษ์ เหยื่อพุ่ง 247 คน พบถอนเงินสดครั้งละร้อยล้าน

23.11.24 | 12:27 น.

เปิดพฤติการณ์ หมอบุญ ลวงลงทุน 5 โปรเจ็กต์ยักษ์ เหยื่อพุ่ง 247 คน พบถอนเงินสดครั้งละเป็นร้อยล้าน


จากกรณีที่ศาลอนุมัติหมายจับ นายแพทย์บุญ วนาสิน กับพวกรวม 9 คน คดี ‘ฉ้อโกงประชาชน-สมคบฯฟอกเงิน-พ.ร.บ.เช็ค’ ความเสียหายกว่า 7,500 ล้านบาท

พล.ต.ต.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ รองผบช.น. กล่าวว่า ที่มาของคดีนี้เนื่องจากในห้วงวันที่ 2-4 กุมภาพันธ์ 2566 นายแพทย์บุญได้สร้างความน่าเชื่อถือให้กับตัวเอง โดยออกสื่อสาธารณะแพร่ข้อมูลในระบบคอมพิวเตอร์สาธารณะ โดยกล่าวอ้างการลงทุนที่น่าสนใจ 5 โครงการ ได้แก่

1.โครงการสร้างศูนย์มะเร็ง ย่านปิ่นเกล้า พื้นที่ 7 ไร่ งบลงทุน 4,000 ล้านบาท (ทันสมัยที่สุดในเอเชีย)
2.โครงการเวลเนสเซ็นเตอร์ ย่านพระราม 3 ริมแม่น้ำเจ้าพระยา พื้นที่ 5 ไร่เศษ งบลงทุนประมาณ 4,000-5,000 ล้านบาท (อาคารที่พักสูง 52 ชั้น รองรับผู้สูงวัย 400 ห้อง)
3.โครงการสร้างโรงพยาบาลใน สปป.ลาว จำนวน 3 แห่ง (ในเวียงจันทร์ 2 แห่ง, จำปาสัก 1 แห่ง)
4.โครงการเข้าร่วมลงทุนกับโรงพยาบาลในเวียดนาม โดยใช้งบลงทุนประมาณ 4,000-5,000 ล้านบาท
5.โครงการสร้างเมดิคอล อินเทลลิเจน (Medical Intelligen) ซึ่งทำหน้าที่ด้านไอที ใช้งบประมาณ 100 ล้านบาท โดยหากมีการร่วมลงทุน ในปี 2566 อ้างว่าจะได้กำไร 700 ล้านบาท และในปี 2567 อ้างว่าจะได้กำไรเพิ่มขึ้นเป็น 1,000 ล้านบาท

Advertisement

โดยถ้าร่วมลงทุน ปี 2566 ได้กำไร 700 ล้านบาท ปี 2567 ได้กำไรเพิ่มเป็น 1,000 ล้านบาท ห้วงดังกล่าว 2-4 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ได้ออกสื่อทั้งลงเว็บไซต์ ให้สัมภาษณ์สำนักพิมพ์ใหญ่ๆ และบอกกล่าวครอบครัว พนักงาน โบรกเกอร์ อ้างว่ามีบริษัทจดทะเบียนถูกต้องในตลาดหลักทรัพย์ และให้ค่าตอบแทนสูงกว่าสถาบันการเงิน ทำให้ประชาชนหลงเชื่อ

สัญญาดังกล่าวเป็นการทำสัญญากู้ยืมเงิน ให้ดอกเบี้ยผู้มาลงทุน และมีการจ่ายเช็คให้ผู้เสียหายเพื่อชำระเบี้ยเงินกู้ รวมทั้งจ่ายเช็คเป็นค่าดอกเบี้ย โดยหมอบุญเป็นคนลงชื่อ และมีภรรยาและลูกเป็นผู้ค้ำประกันเซ็นหลังเช็ค ยืนยันว่าหากถูกฟ้อง เมียและลูกจะเป็นลูกหนี้ด้วย ในส่วนนี้ ในช่วงแรกมีการชำระดอกเบี้ยให้บางส่วน บางคน แต่ถัดมาไม่จ่ายเลย เงินต้นก็ไม่คืน เช็ค เมื่อถึงเวลาผู้เสียหายเอาไปขึ้น ธนาคารปฏิเสธจ่ายเงิน

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 29 กันยายนที่ผ่านมา ปรากฏว่า หมอบุญเดินทางไปต่างประเทศ เวลา 14.25 น. เดินทางไปฮ่องกง พฤติการณ์เข้าข่ายหลบหนี จากการตรวจสอบโครงการทั้งหมดไม่มีอยู่จริง และเมื่อทวงเงิน ดอกเบี้ย ก็ปรากฏถูกเบียดบังทรัพย์สินไปทั้งหมด พฤติกรรมดังกล่าว สน.ห้วยขวาง จึงทำหนังสือมายัง บช.น. และมองว่าพฤติการณ์เข้าข่ายฉ้อโกงประชาชน จึงได้ตั้งคณะพนักงานสอบสวนมาสืบเรื่องนี้ตั้งแต่วันที่ 10 พฤศจิกายนที่ผ่านมา

ผลพวงดังกล่าวทำให้ทราบว่าตัวหมอบุญเป็นตัวการในการออกโครงการ ในการคิดเรื่องสัญญากู้ยืมเงิน ร่างสัญญา ลงมือจ่ายเช็คทั้งหมด และได้รับประโยชน์ไป ส่วนภรรยากับลูกเป็นผู้ร่วมในการค้ำประกัน เลขา 2 คน ลงนามเป็นพยาน เชื่อว่าได้รับผลประโยชน์ กลุ่มที่ 3 คือ โบรกเกอร์ เป็นการนำเสนอชักชวนการลงทุน ได้เปอร์เซ็นต์จากการมาลงทุน

พนักงานสอบสวนได้นำเสนอศาลอาญา เพื่อขออนุมัติหมายจับ ในส่วนของหมอบุญเอง ได้ดำเนินการในข้อหาร่วมกันฉ้อโกงประชาชน, ร่วมกันให้กู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน, ร่วมกันฉ้อโกงอันมีลักษณะเป็นปกติธุระ, สมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงินและได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงิน เพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกันและร่วมกันฟอกเงิน, ออกเช็คเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมายโดยเจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็ค และธนาคารปฏิเสธไม่ให้ใช้เงินตามเช็คนั้น

ผู้ต้องหาอื่นๆ ได้ดำเนินการในข้อหาร่วมกันฉ้อโกงประชาชน และร่วมกันให้กู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน ซึ่งศาลได้อนุมัติหมายจับ และจับได้เมื่อวาน 6 ราย ส่วนอีก 3 ราย คือ หมอบุญ พบว่าอยู่ต่างประเทศ ขณะที่ภรรยาและลูกกำลังติดตามอย่างเร่งด่วน

พล.ต.ต.นพศิลป์กล่าวต่อว่า ในทางคดี ได้ยึดโมเดลต่างๆ ที่เป็นโครงการ พบว่าไม่มีอยู่จริง และสัญญากู้ยืมเงิน สัญญาเช็คและทรัพย์สิน ที่กำลังตรวจสอบว่าโฉนดที่ยึดมามีการยักย้ายถ่ายเท รถยนต์หมอบุญ 19 คัน ทั้งบ้านพักที่ตรวจค้นไม่อยู่สักคัน ที่ดิน 21 แปลง อยู่ระหว่างตรวจสอบว่าได้มาหลังปี 2566 หรือไม่ ตั้งแต่มีการโฆษณาเรื่องนี้ ในทางคดีเป็นคดียุ่งยากซับซ้อน และผู้เสียหายจำนวนมาก เข้าเงื่อนไขอำนาจของกองบัญชาการสอบสวนกลาง และดีเอสไอ พนักงานสอบสวน บช.น.จะรวบรวมหลักฐานและยื่นให้พิจารณาส่วนที่เกี่ยวข้องตามระเบียบต่อไป

รอง ผบช.น.กล่าวอีกว่า ระหว่างนี้ได้ออกหมายแดงไปทางกระทรวงการต่างประเทศและกองการต่างประเทศ (ตท.) เพื่อดำเนินการจับกุม เบื้องต้นพบว่า นายแพทย์บุญเดินทางจากฮ่องกงไปจีน ส่วนข้อหาฟอกเงิน อยู่ระหว่างการขยายผลสอบสวน

พล.ต.ต.นพศิลป์กล่าวอีกว่า จากการสืบสวนพบว่า พอผู้เสียหายให้เงินมา จะมีการโอนไปบัญชีธนาคาร ให้เลขาฯเบิกเงินสดจากธนาคาร ส่วนใหญ่เป็นพฤติกรรมแบบนี้ ไปเบิกเงินสดจากแบงก์หลักร้อยล้าน สำหรับผู้เสียหาย มีตั้งแต่โดน 400 ล้าน, 600 ล้าน และ 50 ล้าน มีทั้งนักธุรกิจและบุคลากรทางการแพทย์ ที่มีความเชื่อถือว่าโครงการจะเกิดขึ้นจริง สำหรับโบรกเกอร์ เป็นการใช้สิทธิส่วนตัวตัวเองแนะนำ โดยโบรกเกอร์รู้จักกับหมอบุญ

ถามว่า ใครเป็นคนเลือกเหยื่อนั้น พล.ต.ต.นพศิลป์กล่าวว่า มีทั้ง 2 ส่วน ทั้งหมอบุญและโบรกเกอร์ ที่รู้ว่าแต่ละคนมีเงินเท่าไหร่ หากรู้ว่ามีเงิน 5-10 ล้าน ก็ไม่ได้ชักชวน คนที่มี 400-500 ล้าน ก็มาชักชวน ผู้เสียหายรวมๆ ยอดเต็ม 247 คน ซึ่งยอดต่างกัน ตั้งแต่ 600 ล้าน หรือ 500 ล้าน แตกต่างกัน รวมแล้ว 7,500 ล้านบาท

ผู้สื่อข่าวถามว่า เหตุเกิดตั้งแต่เมื่อใด พล.ต.ต.นพศิลป์กล่าวว่า ช่วงตั้งแต่แจ้งความตั้งแต่ปี 2566-2567 โดยตั้งแต่เดือนพฤษภาคม มีผู้เสียหายมากขึ้น เพราะเช็คมันเด้ง พอไม่ได้ดอกเบี้ยก็ทวงถาม ขอคืนก็ไม่ได้ ส่วนเงินอยู่ระหว่างตรวจสอบว่าไปยักย้ายถ่ายเทตรงไหน หรือฟอกเงินตรงไหน สำหรับธุรกิจของหมอบุญ มีโรงพยาบาลทั้งหมด 4-5 แห่งในประเทศไทย ในเครือ รวมถึงมีบริษัทของเขาเอง เพราะฉะนั้นส่วนนี้จะตรวจสอบทั้งหมดว่าได้ยักย้ายถ่ายเท ทั้งหมดนี้จะต้องโดนข้อหาฟอกเงินแน่นอน

เมื่อถามว่า ภรรยาและลูกเกี่ยวข้องอย่างไร หรือแค่เซ็นเช็ค รอง ผบช.น.กล่าวว่า คือเป็นตัวการร่วม แบ่งหน้าที่กันทำ ตัวภรรยาและลูก ที่ชัดคือร่วมเซ็น ลงลายมือชื่อค้ำประกันและลงรายชื่อในสัญญาเงินกู้ด้วย

ผู้สื่อข่าวถามว่า ไปอยู่ที่จีนจะได้ตัวไหม พล.ต.ต.นพศิลป์กล่าวว่า จะพยายามถึงที่สุด เพราะคนเดือดร้อนจำนวนมาก จะดำเนินการถึงที่สุด เพื่อให้ทรัพย์สินคืนพี่น้องประชาชน ยืนยันว่ามีจุดไหนที่ตรวจสอบได้ ยึด อายัดได้ จะดำเนินการตามข้อกฎหมายอย่างเคร่งครัด