ตั้งกฎกติกา คุมระบบการแพทย์ฉุกเฉิน ลดเหลื่อมล้ำครั้งแรกของไทย

12.03.17 | 08:00 น.
กราฟิกมติชน

กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) โดย “นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร” รัฐมนตรีว่าการ สธ.ตั้งเป้าว่าเดือนเมษายนนี้ นโยบายเจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤตจะเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น

สำหรับนโยบายเจ็บป่วยฉุกเฉินนั้น เริ่มต้นจาก “บูรณาการ 3 กองทุน” เพื่อให้บริการรักษาประชาชนทุกสิทธิที่มีภาวะเจ็บป่วยฉุกเฉินที่เสี่ยงถึงแก่ชีวิต ไม่ต้องมีการทวงถามสิทธิ รักษาทุกที่ ทั่วถึงทุกคน ตั้งแต่เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2555 โดยระยะแรกให้สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ทำหน้าที่เบิกจ่ายให้แก่โรงพยาบาล (รพ.) ก่อนไปเบิกจ่ายกับ 3 กองทุนสุขภาพภาครัฐ ทั้งกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง) กองทุนประกันสังคม และกองทุนสิทธิสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ เรียกง่ายๆ สปสช.ทำหน้าที่เป็นเคลียริ่งเฮาส์ (Clearing House) โดยจ่ายให้ รพ.ตามอัตราที่กำหนด

ปัญหาอยู่ที่หลังจากดำเนินการตามนโยบายเพียง 1 ปี เริ่มมีผู้ร้องเรียนถึงผลกระทบดังกล่าว โดยเฉพาะกรณีไปรักษาที่ รพ.เอกชน เนื่องจากไม่มีกฎหมายบังคับให้ต้องปฏิบัติกฎเกณฑ์นี้ เมื่อผู้ป่วยเข้าไปรักษาจึงถูกเรียกเก็บเงิน ขณะที่ รพ.รัฐไม่มีปัญหา เพราะปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ที่กำหนด

การที่ผู้ป่วยถูก รพ.เอกชนบางแห่งเรียกเก็บเงินรักษาพยาบาลกรณีฉุกเฉินหลายแสนบาท ไปจนถึงเป็นล้านบาท จึงต้องมีการยื่นอุทธรณ์กัน และยังมีคดีความมาจนถึงทุกวันนี้

จึงมีการปรับปรุงแก้ไขนโยบายมาตลอด โดยปรับเปลี่ยนชื่อใหม่ว่า “เจ็บป่วยฉุกเฉิน รักษาทุกที่ ดีทุกสิทธิ” โดยต้องไม่เก็บค่ารักษาภายใน 72 ชั่วโมง หลังจากนั้นต้องดำเนินการส่งตัวผู้ป่วยกลับสู่ รพ.ตามสิทธินั้นๆ ปรากฏว่าก็ยังมีปัญหาอยู่อีก นั่นคือ คำนิยามว่า “เจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤต” ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญทำให้แพทย์และประชาชนเกิดข้อโต้แย้งมาตลอด

Advertisement

อย่างไรก็ตาม เพื่อให้เกิดความชัดเจน นโยบายนี้ถูกปรับเปลี่ยนชื่ออีกครั้ง ล่าสุดคือ “เจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤต มีสิทธิทุกที่” (Universal Coverage for Emergency Patients: UCEP) เพื่อความชัดเจน และเป็นไปตามมาตรา 36 พ.ร.บ.สถานพยาบาล พ.ศ.2559 กำหนดให้สถานพยาบาลต้องควบคุมและดูแลให้มีการช่วยเหลือเยียวยาแก่ผู้ป่วยฉุกเฉิน ซึ่งอยู่ในสภาวะอันตรายและจำเป็นต้องได้รับการรักษาพยาบาลโดยฉุกเฉิน เพื่อให้พ้นจากอันตรายตามมาตรฐานวิชาชีพ และตามประเภทของสถานพยาบาลนั้นๆ เท่ากับว่าสถานพยาบาลเอกชนทุกแห่งจะต้องให้บริการรักษาเจ็บป่วยฉุกเฉินตามที่กฎหมายบังคับ

ล่าสุดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ร่างประกาศกระทรวงและหลักเกณฑ์ที่แนบท้าย พ.ร.บ.สถานพยาบาลฯอีก 3 ฉบับ โดยฉบับแรกคือ ประกาศกระทรวงเรื่องกำหนดผู้ป่วยฉุกเฉิน โดยอยู่ระหว่างเสนอรัฐมนตรีว่าการ สธ.ลงนามเพื่อประกาศใช้ ซึ่งร่างประกาศนี้จะมีความชัดเจนในเรื่องคำนิยามเจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤต หากผู้ป่วยมาด้วยอาการเจ็บป่วยฉุกเฉิน แต่ รพ.ไม่ให้บริการรักษาจนพ้นวิกฤต ก็จะถือว่ามีโทษตามมาตรา 36 คือ ปรับไม่เกิน 4 หมื่นบาท และจำคุก 2 ปี แต่หากให้การรักษาตามมาตรฐานวิชาชีพจนพ้นวิกฤตแล้ว แต่ รพ.ยังเรียกเก็บเงินกับตัวผู้ป่วย ตามกฎหมายจะไปเอาผิดไม่ได้ แต่จะเอาผิดได้ทางแพ่ง และผู้ป่วยสามารถยื่นอุทธรณ์มายังสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) เพื่อวินิจฉัยว่าอาการอยู่ในเจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤตหรือไม่ หากวิกฤตจริง รพ.ต้องจ่ายเงินคืนแก่ผู้ป่วย และมาเก็บกับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ซึ่งทำหน้าที่จ่ายเงินแทนกองทุนสุขภาพนั้นๆ ก่อนไปเบิกคืน

ฉบับที่ 2 เป็นเรื่องการเบิกเงินตามอัตราค่าบริการทางการแพทย์ฉุกเฉิน จะออกเป็นหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข การกำหนดค่าใช้จ่ายในการดำเนินการผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤต เรียกว่า Fee Schedule ซึ่งมีการหารือทั้งสามกองทุนสุขภาพ คือ กองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ กองทุนประกันสังคม และกองทุนสิทธิสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ และตัวแทน รพ.เอกชน รวมทั้งผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้องไปเมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2560

สรุปจำนวนรายการที่คิดอัตราค่าบริการการแพทย์ฉุกเฉินไว้ จำนวน 3,358 รายการ แบ่งออกประมาณ 15-16 หมวด คือ ค่าห้องและค่าอาหาร ค่าอวัยวะเทียมและอุปกรณ์ในการบำบัดรักษาโรค ค่ายาและสารอาหารทางเส้นเลือด ค่าเวชภัณฑ์ที่มิใช่ยา ค่าบริการโลหิตและส่วนประกอบของโลหิต ค่าตรวจวินิจฉัยทางเทคนิคการแพทย์ ค่าตรวจวินิจฉัยและรักษาทางรังสีวิทยา ค่าทำหัตถการ ค่าบริการวิสัญญี ค่าบริการวิชาชีพ ค่าบริการทางกายภาพบำบัดและเวชกรรมฟื้นฟู เป็นต้น

และประกาศฉบับที่ 3 คือ ประกาศกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการช่วยเหลือเยียวยาแก่ผู้ป่วยฉุกเฉิน และการระดมทรัพยากรและการมีส่วนร่วมการช่วยเหลือเยียวยา และจัดให้มีการส่งต่อผู้ป่วยไปยังสถานพยาบาลอื่นๆ ซึ่งตรงนี้จะขยายความชัดเจนในเรื่องการตรวจคัดแยกระดับความฉุกเฉิน ประกอบด้วยเกณฑ์ 3 ส่วน ดังนี้

1.ผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤต (สีแดง) ได้แก่บุคคลซึ่งได้รับบาดเจ็บ หรือมีอาการป่วยกะทันหัน ซึ่งมีภาวะคุกคามต่อชีวิต ซึ่งหากไม่ได้รับปฏิบัติการแพทย์ทันที เพื่อแก้ไขระบบการหายใจ ระบบไหลเวียนเลือด หรือระบบประสาทแล้ว ผู้ป่วยจะมีโอกาสเสียชีวิตได้สูง หรือทำให้การบาดเจ็บหรืออาการป่วยของผู้ป่วยฉุกเฉินนั้นรุนแรงขึ้น หรือเกิดภาวะแทรกซ้อนขึ้นได้อย่างฉับไว

2.ผู้ป่วยฉุกเฉินเร่งด่วน (สีเหลือง) ได้แก่บุคคลที่ได้รับบาดเจ็บหรือมีอาการป่วย ซึ่งมีภาวะเฉียบพลันมาก หรือเจ็บปวดรุนแรงอันจำเป็นต้องได้รับปฏิบัติการแพทย์อย่างรีบด่วน มิฉะนั้นจะทำให้การบาดเจ็บหรืออาการป่วยของผู้ป่วยฉุกเฉินนั้นรุนแรงยิ่งขึ้น หรือเกิดภาวะแทรกซ้อน ส่งผลให้เสียชีวิตหรือพิการในระยะต่อมาได้

3.ผู้ป่วยฉุกเฉินไม่รุนแรง (สีเขียว) ได้แก่บุคคลซึ่งได้รับบาดเจ็บ หรือมีอาการป่วย ซึ่งมีภาวะเฉียบพลันไม่รุนแรง อาจรอรับปฏิบัติการแพทย์ได้ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง หรือเดินทางไปรับบริการสาธารณสุขด้วยตนเองได้ แต่จำเป็นต้องใช้ทรัพยากร และหากปล่อยไว้เกินเวลาอันสมควรแล้ว จะทำให้การบาดเจ็บ หรืออาการป่วยของผู้ป่วยฉุกเฉินนั้นรุนแรงขึ้น หรือเกิดภาวะแทรกซ้อนขึ้นได้โดยกรณีนโยบาย “เจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤต มีสิทธิทุกที่”

จะใช้ได้เฉพาะกลุ่มเจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤต หรือกลุ่มสีแดงเท่านั้น ที่ประชาชนไม่ต้องจ่ายเงินภายใน 72 ชั่วโมง

นพ.เกียรติภูมิ วงศรจิต รองปลัด สธ.บอกว่า หากร่างประกาศทั้งหมดใช้ได้เมื่อใด ย่อมนับเป็นความสำเร็จในการให้สิทธิผู้ป่วยฉุกเฉินทุกกองทุนอย่างเท่าเทียมกันครั้งแรกของประเทศไทย

ดังนั้น นับจากนี้ต้องติดตามต่อไป