ชายวัย 64 ปี เคยต้องโทษคดีฆ่าคนตายเลือดร้อน หลังพ้นโทษออกมาอยู่กินกับภรรยาได้ 3 ปี ทะเลาะเรื่องมีลูกหลานแวะมากินข้าววุ่นวายในบ้าน ส่งเสียงเอะอะโวยวายก่อนหนีออกจากบ้านไป จากนั้นโทรศัพท์มาหาภรรยา 3 ครั้ง พูดจาข่มขู่ก่อนจะขี่รถจักรยานยนต์กลับมาหาที่บ้าน เกิดมีปากเสียงกันอย่างรุนแรงอีกครั้ง จนบันดาลโทสะใช้อาวุธปืนจ่อยิงภรรยาแล้วใช้ปืนยิงตัวเองจนเสียชีวิตตามหนีความผิด
เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 13 มีนาคม 2560 ร้อยตำรวจเอกวชิระ ประดิษฐ์ รองสารวัตรสอบสวน สภ.ดงประคำ จังหวัดพิษณุโลก รับแจ้งมีเหตุยิงกันตายภายในร้านค้าขายของชำ ตำบลดงประคำ อำเภอพรหมพิราม จังหวัดพิษณุโลก หลังรับแจ้งจึงรุดมาตรวจสอบที่เกิดเหตุพร้อมด้วยแพทย์เวร เจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยมูลนิธิประสาทบุญสถาน และเจ้าหน้าที่ตำรวจพิสูจน์หลักฐาน ที่เกิดเหตุ บริเวณหน้าร้านขายของชำ พบศพผู้เสียชีวิตจำนวน 2 ราย เป็นชาย 1 ราย หญิง 1 ราย ทราบชื่อต่อมาคือ นางสุดใจ สามงามเหล็ก อายุ 53 ปี เจ้าของร้าน ถูกอาวุธปืนขนาด .38 ยิงเข้าที่บริเวณขมับฝั่งขวา 1 นัด นอนจมกองเลือดมันสมองไหลกระจายเกลื่อนพื้น ข้างกันพบศพนายชูชีพ ขุนกำแหง อายุ 64 ปี มือปืนหลังก่อเหตุได้ใช้อาวุธปืนกระบอกเดียวกันยิงตัวเองจนเสียชีวิต
จากการสอบสวนนางสุกัลยา อิทธิพล อายุ 30 ปี บุตรสาวของผู้เสียชีวิตทราบว่า เมื่อค่ำคืนที่ผ่านมาขณะที่นางสุดใจ แม่ของตนกำลังเปิดร้านขายของตามปกติ ขณะนั้น นายสมทบ ธงชัย สามีของตน ได้มานั่งกินข้าวกับหลานชายวัย 7 ขวบ ทำให้นายชูชีพไม่พอใจ เนื่องจากมาวุ่นวาย ภายในบ้าน จึงส่งเสียงโวยวาย ทำให้เกิดการทะเลาะกับนางสุดใจ กระทั่งพูดจาข่มขู่ว่าจะฆ่าให้ตาย จากนั้นจึงแจ้งตำรวจให้รับทราบ นายชูชีพจึงเกรงกลัว และขี่รถจักรยานยนต์กลับบ้านที่ตำบลวงฆ้อง อำเภอพรหมพิราม จากนั้นช่วงเช้าที่ผ่านมา นายชูชีพได้โทรศัพท์มาหานางสุดใจจำนวน 3 ครั้ง และพูดจาข่มขู่ก่อนจะขี่รถจักรยานยนต์มาหาที่บ้านอีกครั้งหนึ่ง กระทั่งมีปากเสียงกันอย่างรุนแรงอีก จึงบันดาลโทสะใช้อาวุธปืนจ่อยิงนางสุดใจและใช้ปืนยิงตัวเองจนเสียชีวิตดังกล่าว
นอกจากนี้ ยังพบว่านายชูชีพเพิ่งจะมาแต่งงานอยู่กินกับนางสุดใจเป็นเวลา 3 ปี กระทั่งมาก่อเหตุขึ้น และยังพบว่านายชูชีพเคยต้องคดีฆ่าคนตายเพิ่งออกจากคุกมาเมื่อ 3 ปีที่แล้ว โดยเจ้าที่ตำรวจได้เก็บหลักฐานในที่เกิดเหตุเพื่อใช้ประกอบสำนวนในคดี ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป


