ผู้การตำรวจ ยันจับมือฆ่าสาวแรงงานไม่ผิดตัว มีหลักฐานชัดเจน ไม่หนักใจผู้ต้องหาภาคเสธ

13.03.17 | 15:00 น.

เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2560 พล.ต.ต.สุวิชาญ ญาณกิตติกุล ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครพนม เปิดเผยว่า ความคืบหน้าเกี่ยวกับคดี ฆาตกรรมสาวข้าราชการแรงงานจังหวัดนครพนม ผู้เสียชีวิตคือ น.ส.นันธิดา (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 32 ปี เลขที่ 10 หมู่ 3 ต.ท่าลาด อ.เรณูนคร ตำแหน่งเจ้าพนักงานแรงงานปฏิบัติงาน (ฝ่ายต่างด้าว) สำนักงานแรงงานจังหวัดนครพนม เหตุเกิดภายในระเบียงด้านหลังห้องเช่าที่ 1 บริเวณ บ้านเลขที่ 26/15 ซอยสว่างพัฒนา ชุมชนโพนสว่าง ในเขตเทศบาลเมืองนครพนม ซึ่งเป็นห้องเช่าแบบปูนชั้นเดียว เหตุเกิดช่วงกลางดึกคืนวันที่ 9 มีนาคม 2560 จนกระทั่งมีคนพบศพ เมื่อเวลา 11.00 น.วันที่ 10 มีนาคม 2560 โดยผู้ตายอยู่ในสภาพถูกแขวนคอ ภายหลังได้สั่งการให้ตำรวจเกี่ยวข้อง เร่งสืบสวนสอบสวน เก็บหลักฐานในที่เกิดเหตุ ซึ่งผลการตรวจเบื้องต้นพบว่าผู้ตายถูกฆ่าเสียชีวิต ก่อนนำมาแขวนคออำพราง จนกระทั่งมีการสอบสวนเชื่อมโยงถึงบุคคลต้องสงสัยเป็นชายที่ใกล้ชิด พร้อมขออนุมัติศาลออกหมายจับ นายประจักษ์ คำบัว หรือเจี๊ยบ อายุ 32 ปี อยู่บ้านเลขที่ 21 หมู่ 3 บ้านสำราญ ต.อาจสามารถ อ.เมือง จ.นครพนม ซึ่งทำงานเป็นพนักงานขับรถในที่ทำงานเดียวกัน และมีการจับกุมรับทราบข้อกล่าวหา ในข้อหา กระทำความผิดฐาน ทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย และซ่อนเร้นย้ายหรือทำลายศพ หรือส่วนของศพ เพื่อปิดบังการเกิดการตาย หรือเหตุแห่งการตาย โดยมีอายุความ เป็นเวลา 15 ปี ถึงแม้ผู้ต้องหาจะให้การภาคเสธ ถือเป็นเรื่องปกติของการต่อสู้ทางกฎหมาย แต่ทางตำรวจไม่หนักใจ ยืนยันว่ามีพยานหลักฐาน น้ำหนักเพียงพอที่จะเอาผิดคนร้ายได้อย่างแน่นอน

ส่วนการดำเนินคดี อยู่ระหว่างการรวบรวมหลักฐานเพิ่มเติม รวมถึงรอผลตรวจชันสูตร ทางนิติวิทยาศาสตร์ ซึ่งทางกองพิสูจน์หลักฐานได้เก็บรวบรวมมาประกอบการดำเนินคดี ที่มีหลักฐานสำคัญหลายอย่าง ที่ตำรวจมั่นใจว่าผู้ต้องหาเป็นคนลงมือ เพราะมีหลักฐานที่ผู้ต้องหามีความสนิทสนมกับผู้ตายเป็นการส่วนตัว และมีปัญหากันก่อนเกิดเหตุ ส่วนที่มาของการฆาตกรรมมุ่งประเด็นเรื่องปัยหาส่วนตัว เป็นหลัก อย่างไรก็ตามในการดำเนินคดีตำรวจได้ให้ความเป็นธรรมทั้ง 2 ฝ่าย และมีการตรวจสอบรัดกุมตามขบวนการของกฎหมาย พร้อมมีการสอบสวนจากพยานหลักฐานทุกด้านประกอบการดำเนินคดี ซึ่งหลังจากนี้จะได้มีการรวบรวมหลักฐานทำสำนวนส่งฟ้องตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป