จากกรณีที่ชาวบ้านที่ออกไปหาปลาบริเวณบึงสีไฟ พบซากจระเข้ขนาดใหญ่ ยาวประมาณ 3 เมตร ตายบริเวณบึงสีไฟ ใกล้กับกองขยะของกรมประมงจังหวัดพิจิตร ส่งกลิ่นเหม็นคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ ซึ่งซากจระเข้ดังกล่าวน่าจะตายมาแล้ว 1-2 เดือน ส่วนหัวของจระเข้เหลือแต่โครงกระดูก ส่วนบริเวณลำตัวมีเนื้อบางส่วนที่เน่าเปื่อยติดอยู่กับโครงกระดูก ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าว ทำให้ชาวบ้านที่หากินรอบบึงสีไฟ โดยเฉพาะชาวบ้านที่เก็บดอกบัวและหาปลา ไม่กล้าลงน้ำ เนื่องจากเกรงว่าอาจจะมีจระเข้หลงเหลืออยู่ในบึง
เมื่อวันที่ 14 มีนาคม นายวีระศักดิ์ วิจิตร์แสงศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตร เปิดเผยว่า หลังจากตนทราบเรื่องว่ามีคนพบซากจระเข้ขนาดใหญ่นอนตายเกยตื้น จึงได้สอบถามไปยังกรมประมงจังหวัดพิจิตร ซึ่งได้ชี้แจงว่า ซากจระเข้ดังกล่าวนั้น อยู่ในความดูแลของกรมประมงจังหวัดพิจิตรจริง ซึ่งสาเหตุที่จระเข้ตายนั้น เกิดจากการกัดกันเองจนตาย และเมื่อตายแล้ว ทางกรมประมงได้นำซากจระเข้ไปฝังกลบ แต่อาจจะมีสัตว์เลื้อยคลานไปคุ้ยเขี่ยขึ้นมา ทำให้ซากจระเข้โผล่ หลังจากได้รับการชี้แจง ตนได้สั่งให้กรมประมงฝังซากจระเข้ให้เรียบร้อย และให้รายงานผลเข้ามา เรื่องนี้อาจจะทำให้ประชาชนชาวพิจิตรแตกตื่น เพราะซากจระเข้ที่พบนั้นเป็นซากจระเข้ขนาดใหญ่ ยืนยันว่าไม่ใช่จระเข้ที่อยู่ในบึงสีไฟแน่นอน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การชี้แจงของสำนักงานดังกล่าวที่อ้างว่าจระเข้ที่ตายนั้นมีการฝังกลบโดยถูกวิธี แต่ถูกสัตว์ขุดคุ้ยซากจระเข้ขึ้นมากิน ผู้สื่อข่าวจึงลงไปตรวจสอบสถานที่ที่พบซากจระเข้พบว่าไม่มีรอยฝังกลบ หรือการคุ้ยของสัตว์อื่นแต่อย่างใด มีแต่ซากของจระเข้ที่ตายอยู่ใกล้กองขยะของประมง ติดกับบึงสีไฟเท่านั้น และที่น่าแปลกใจมากกว่าคือ จระเข้กัดกันตายแต่ทำไม่สตั๊ฟเก็บไว้กลับนำไปฝังกลบ

