เมื่อวันที่ 14 มีนาคม ที่โรงแรมอมารี แอร์พอร์ต นพ.โสภณ เมฆธน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “อาหารปลอดภัยไร้ยาปฏิชีวนะเพื่อผู้บริโภคกับยุทธศาสตร์การจัดการเชื้อดื้อยา” ในงานสัมมนา เรื่อง “ผู้บริโภคและการรณรงค์วันสิทธิผู้บริโภคสากล” ว่า ปัจจุบันมีเชื้อดื้อยามากขึ้น รัฐบาลจึงมีมติเห็นชอบแผนยุทธศาสตร์การจัดการการดื้อยาต้านจุลชีพประเทศไทย พ.ศ.2560-2564 ให้เป็นยุทธศาสตร์ชาติ เมื่อเดือนสิงหาคม 2559 ซึ่งเป็นความร่วมมือจากทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาชน เพื่อลดการเจ็บป่วยจากเชื้อดื้อยาให้ได้ร้อยละ 50 ลดการใช้ยาต้านจุลชีพในคนร้อยละ 20 ในสัตว์ร้อยละ 30 และประชาชนมีความตระหนักรู้เพิ่มขึ้นร้อยละ 20 ภายใน 5 ปี ทั้งในแง่การเฝ้าระวัง การควบคุมการกระจายยาต้านจุลชีพ การป้องกันและคบคุมการติดเชื้อและการใช้ยาต้านจุลชีพอย่างเหมาะสมทั้งสถานพยาบาล ร้านยา ภาคการเกษตร สัตว์เลี้ยง เป็นต้น ทั้งนี้ ในภาคการเกษตรและปศุสัตว์ ประเทศไทยไม่สนับสนุนการใช้ยาต้านจุลชีพเป็นสารเร่งการเจริญเติบโต ในการเลี้ยงสัตว์เพื่อบริโภค จึงมีมาตรการทางกฎหมายทั้ง สธ. และกระทรวงเกษตรการและสหกรณ์ โดย อย.ไม่อนุมัติข้อบ่งใช้เพื่อเป็นสารเร่งการเจริญเติบโตในการขึ้นทะเบียนยาสัตว์ และปศุสัตว์มีการห้ามใช้ยาต้านจุลชีพทุกชนิดเป็นสารเร่งเจริญเติบโต
ภายในงาน รศ. จันทร์เพ็ญ วิวัฒน์ ประธานมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค กล่าวในงานเสวนา “ทำอย่างไรอาหารจะปลอดภัยไร้ยาปฏิชีวนะ” ว่า ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลกพบว่า คนทั่วโลกเสียชีวิตจากเชื้อดื้อยาปีละ 7 แสนคน และประมาณการณ์ว่าอีก 10 ปีข้างหน้าอัตราการเสียชีวิตจากเชื้อดื้อยาจะเพิ่มขึ้นเป็น 10 ล้านคน โดย 4 ล้านคนจะอยู่แถบแอฟริกา และ 4.7 ล้านคนอยู่ในแถบเอเชีย รวมถึงประเทศไทย โดยปัญหาหนึ่งคือการนำยาปฏิชีวนะไปใช้ในการปศุสัตว์ เช่น ฟาร์มหมู ฟาร์มไก่ เป็นต้น ทำให้เกิดการถ่ายทอดยีนดื้อยาของเชื้อแบคทีเรีย ถ่ายทอดกันทั้งจากสัตว์สู่คน คนสู่สัตว์ รวมไปถึงการถ่ายทอดไปในสิ่งแวดล้อม ทำให้เชื้อแบคทีเรียที่ยังไม่ดื้อยาเกิดมียีนดื้อยาขึ้นได้ ขณะที่ด้านเศรษฐกิจนั้นพบว่า ประเทศไทยมีมูลค่าการใช้ยาปฏิชีวนะ กว่า 10,000 ล้านบาทต่อปี อัตราการติดเชื้อดื้อยาปฏิชีวนะ ประมาณ 100,000 คนต่อปี ทำให้มีผู้ป่วยนอนโรงพยาบาลนานขึ้น 3.24 ล้านวันต่อปี อัตราเสียชีวิตสูงถึง 38,481 รายต่อปี เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจประมาณ 2,539-6,084 ล้านบาทต่อปี การทำให้อาหารปลอดยาต้านจุลชีพคือ ประชาชนต้องไม่บริโภคเนื้อสัตว์จากแหล่งผลิตที่ไม่ปลอดภัย ซึ่งปัจจุบันก็ยังน่าเป็นห่วง เพราะแม้จะบอกว่าเป็นเนื้อสัตว์อนามัยที่น่าจะปลอดภัย แต่ก็ยังมีเชื้อ
ด้าน น.ส.สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค กล่าวว่า อาหารฟาสต์ฟู้ดเป็นแหล่งหนึ่งที่มีการตรวจพบยาปฏิชีวนะ ซึ่งหากบริษัทอาหารฟาสต์ฟู้ดต่างๆ มีการประกาศนโยบายชัดเจนว่าจะเลือกซื้อเนื้อสัตว์จากแหล่งผลิตหรือฟาร์มที่ไม่มีการใช้ยาปฏิชีวนะจะสามารถช่วยลดปัญหาลงได้ ซึ่งขณะนี้มีเพียงแมคโดนัลด์ที่ประกาศจะมีนโยบายซื้อไก่ในฟาร์มที่ไม่มีการใช้ยาปฏิชีวนะในการเลี้ยงในปี 2560 แต่จำกัดเฉพาะในสหรัฐอเมริกาเท่านั้น และปี 2561 จะดำเนินการในประเทศแคนาดา แต่ไม่มีนโยบายการดำเนินการเช่นนี้ในประเทศอื่น และ “ซับเวย์” ที่มีนโยบายเช่นกัน แต่ดำเนินการเฉพาะสหรัฐอเมริกาเท่านั้น คือ ซื้อไก่ที่ปลอดยาปฏิชีวนะในปี 2559 ไก่งวง จะดำเนินในปี 2562 วัวและหมูในปี 2568
น.ส.สารี กล่าวว่า ล่าสุดได้มีการตรวจสอบเนื้อหมูผ่านตลาด ห้างค้าปลีก และการสั่งซื้อเนื้อผ่านออนไลน์จำนวน 15 แห่ง พบเพียง 2 แห่งคือ ตลาดยิ่งเจริญ และตลาดบางแคที่พบเนื้อสัตว์ปนเปื้อนยาปฏิชีวนะ แต่ไม่เกินมาตรฐานเช่นกัน ซึ่งแม้จะไม่เกินมาตรฐาน แต่ปริมาณไม่ได้เป็นประเด็น เพราะไม่ว่ามากหรือน้อยก็มีโอกาสทำให้เกิดเชื้อดื้อยาได้ทั้งสิ้น โดยจะส่งข้อมูลให้กรมปศุสัตว์และสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา หรือ อย.กำกับดูแลต่อ รวมทั้งจะแจ้งไปยังเจ้าของตลาดทั้ง 2 แห่งเพื่อหาต้นตอว่าเนื้อสัตว์นั้นมาจากฟาร์มไหน เพื่อให้ผู้มีหน้าที่ดำเนินการจัดการต่อไป
“ทางมูลนิธิฯ ได้ทำหนังสือถึงบริษัทอาหารฟาสต์ฟู้ดขนาดใหญ่ 5 แห่งในประเทศไทยคือ เคเอฟซี แมคโดนัลด์ เชสเตอร์กริล ซับเวย์ และเบอร์เกอร์คิง เพื่อขอให้มีการประกาศนโยบายใช้เนื้อสัตว์ที่ปลอดยาปฏิชีวนะ แต่ก็ยังไม่ได้รับการตอบรับจากบริษัทเหล่านี้ มีเพียงเชสเตอร์กริลเท่านั้นที่ตอบกลับอย่างไม่เป็นทางการว่ายินดีที่จะดำเนินการ ซึ่งการให้ความสำคัญกับบริษัทอาหารฟาสต์ฟู้ดเหล่านี้ให้ออกนโยบาย เนื่องจากมีสาขาอยู่ทั่วประเทศ มีอัตราและกำลังในการซื้อมาก จึงมีอิทธิพลที่จะกำหนดให้ซัพพลายเออร์หรือฟาร์มเนื้อสัตว์ต่างๆ สามารถดำเนินการตามที่บริษัทกำหนดได้ เช่น จะซื้อเนื้อที่ไม่มีการใช้ยาปฏิชีวนะ พวกฟาร์มเหล่านี้ก็ต้องทำตาม เพื่อให้สามารถขายให้บริษัทได้” น.ส.สารี กล่าว


