ศาลแพ่งยกฟ้อง ‘โรม’ คดีอดีต ส.ว.อุปกิต เรียก 20 ล้าน ปมโพสต์หมิ่น เอี่ยวยาเสพติด

23.12.24 | 17:48 น.

ศาลแพ่งยกฟ้อง คดีอดีต ส.ว.อุปกิต เรียกค่าเสียหาย โรม 20 ล้าน ปมโพสต์เฟซบุ๊กเอี่ยวยาเสพติด ชี้จำเลยตรวจสอบโจทก์ในฐานะ ส.ส. ข้อความที่โพสต์มีมูลความจริง-ไม่ปรากฏหลักฐานกลั่นแกล้งโดยไม่มีมูล ไม่ละเมิด

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 23 ธันวาคม ที่ศาลแพ่ง ถนนรัชดาภิเษก ศาลนัดฟังคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ พ.5365/2566 ระหว่าง นายอุปกิต ปาจรียางกูร อดีตสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) โจทก์ และ นายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) จำเลย ในความผิดฐานหมิ่นประมาท

โดยโจทก์ฟ้องโดยสรุปว่า จำเลยโพสต์ข้อความผ่านแอพพลิเคชั่นเฟซบุ๊กผ่านบัญชีผู้ใช้งานของจำเลย กล่าวหาว่าโจทก์เป็นผู้สมคบค้ายาเสพติด และขณะนี้พ้นสมัยประชุมวุฒิสภาแล้ว ไม่ทราบว่าโจทก์เดินทางไปรับทราบข้อกล่าวหากับพนักงานสอบสวนแล้วหรือยัง การกระทำของจำเลยเป็นการจงใจกล่าวหาโจทก์ในลักษณะใส่ความด้วยข้อความเท็จซึ่งผิดต่อกฎหมายว่าโจทก์เป็นผู้เกี่ยวข้องกับยาเสพติดที่ระบาดในสังคม ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายต่อชื่อเสียง ทำให้ถูกดูหมิ่นเกลียดชังจากบุคคลที่ได้ฟังคำกล่าวหาของจำเลยและเชื่อในสิ่งที่จำเลยพูดและเขียนว่าเป็นความจริง

จำเลยจงใจกระทำละเมิดต่อโจทก์โดยผิดกฎหมาย ขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์เป็นเงิน 20,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 5 ต่อปีของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การว่า จำเลยกระทำไปในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ที่มีหน้าที่ตรวจสอบการทำงานของนักการเมืองและหน่วยงานราชการ โดยมีเจตนาสุจริตและเพื่อประโยชน์สาธารณะ ไม่ได้กระทำละเมิด จึงไม่ต้องรับผิด ขอให้ยกฟ้อง

Advertisement

ศาลกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ และการกระทำของจำเลยเป็นการละเมิดต่อโจทก์หรือไม่

ศาลสืบพยานหลักฐานโจทก์และจำเลยแล้ว คดีเสร็จการพิจารณาและนัดฟังคำพิพากษา โดยศาลมีคำพิพากษาโดยสรุปได้ว่า เห็นว่า ในประเด็นแรก ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่าคำฟ้องโจทก์มีรายละเอียดครบถ้วน โดยระบุข้อกล่าวหาว่าจำเลยเผยแพร่ข้อความและกระทำการใดที่ส่งผลต่อโจทก์อย่างไร พร้อมแนบหลักฐานชัดเจน เช่น บันทึกถ้อยคำและโพสต์ในสื่อออนไลน์ คำฟ้องจึงไม่เคลือบคลุม ในประเด็นที่ว่าจำเลยกระทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ แม้ข้อเท็จจริงจะรับฟังได้ว่า จำเลยกล่าวหาว่าโจทก์เกี่ยวข้องกับยาเสพติด และโพสต์ข้อความบนสื่อออนไลน์และให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนโดยอ้างข้อมูลจากเจ้าพนักงานตำรวจและเอกสารที่ชี้ว่าโจทก์มีความเกี่ยวข้องกับยาเสพติด และโจทก์ถูกแจ้งข้อหาในคดีอาญาเกี่ยวกับยาเสพติดซึ่งอยู่ระหว่างการดำเนินคดี และจำเลยจะยืนยันข้อเท็จจริงว่าโจทก์ถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับยาเสพติด แต่เมื่อพิจารณาพฤติการณ์แล้วถือว่าจำเลย เชื่อโดยมีมูลอันควรเชื่อว่าเป็นความจริง เนื่องจากมีการดำเนินคดีอาญาแก่โจทก์ตามที่จำเลยได้พูดจริง และโจทก์เองก็ยอมรับข้อเท็จจริงดังกล่าว

ประกอบกับโจทก์ขณะนั้นดำรงตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งเป็นตำแหน่งที่อยู่ในสายตาของสาธารณะ การวิพากษ์วิจารณ์การทำงานโดยสุจริตย่อมเป็นเรื่องที่ประชาชนทั่วไปสามารถกระทำได้ จำเลยกระทำในฐานะ ส.ส.ที่มีสิทธิตรวจสอบการทำงานของ ส.ว.และวิพากษ์วิจารณ์เพื่อผลประโยชน์ของประชาชน จำเลยจึงมีความชอบธรรมที่จะเปิดเผยให้ประชาชนทราบถึงข้อเท็จจริง

เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยกระทำการโดยไม่สุจริต หรือมีเจตนาชั่วร้าย ประกอบกับข้อความที่จำเลยกล่าวและเผยแพร่มีมูลความจริง และสอดคล้องกับหลักฐานในคดีอาญาที่เกี่ยวข้อง โดยไม่ปรากฏหลักฐานว่าจำเลยมีเจตนากลั่นแกล้ง หรือใส่ร้ายโจทก์โดยไม่มีมูล การกระทำของจำเลยจึงเป็นการทำหน้าที่ ส.ส. ติชมด้วยความเป็นธรรม อันเป็นวิสัยของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพึงกระทำ และจำเลยกระทำไปด้วยความสุจริต มิใช่กระทำในเรื่องส่วนตัว การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นการทำละเมิดต่อโจทก์

เมื่อจำเลยไม่ได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ โจทก์จึงไม่อาจเรียกค่าเสียหายจากจำเลยได้

พิพากษายกฟ้อง