เมื่อวันที่ 16 มีนาคม ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการสักการะพระบรมศพ เบื้องหน้าพระบรมโกศ บนพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ซึ่งดำเนินมาเป็นวันที่ 134 ประชาชนจากทั่วประเทศแต่งกายชุดสีดำสุภาพ และนักเรียนนิสิตนักศึกษาในเครื่องแบบที่เริ่มทยอยปิดภาคการศึกษา มาต่อแถวรอกราบถวายสักการะไม่ขาดสาย
นางประนอม เอียริกส์สัน มาพร้อมเพื่อนบ้าน จากหมู่บ้านศิริสุข เขตดอนเมือง กรุงเทพฯ เข้ากราบพระบรมศพเป็นครั้งแรก กล่าวว่า เนื่องจากตนได้ย้ายไปทำงานและอยู่กับสามีชาวสวีเดน ที่สต๊อกโฮล์ม ประเทศสวีเดน กว่า 20 ปี และเพิ่งจะเกษียณจากงาน จึงย้ายกลับมาอยู่ประเทศไทย วันนี้จึงได้ชวนเพื่อนบ้านเดินทางมากราบพระบรมศพในหลวง ร.9 ซึ่งรู้สึกดีใจมาก ทั้งนี้ ทราบข่าวในหลวง ร.9 สวรรคต ก็รู้สึกเศร้าโศกเสียใจอย่างมาก เพราะเห็นพระองค์มาตลอด จากการทรงงานโดยการเสด็จฯ ไปต่างจังหวัดไปดูแลช่วยเหลือชาวบ้านที่ยากจน เหมือนพระองค์เอาพระราชหฤทัยพระองค์มาใส่ใจประชาชน ทรงตรัสน้อยแต่ทำมาก ทำเพื่อพสกนิกรชาวไทยให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น คำว่าเศษฐกิจพอเพียง ที่พระองค์ทรงคิดขึ้นมาเป็นสิ่งวิเศษมาก ทรงบอกว่าการจะทำอะไรไม่จำเป็นต้องมีทุนมากก็ทำได้ เริ่มจากเล็กๆ ทำตามกำลังของเรา ทำแบบพอเพียง แต่ให้เห็นผลชัดเจน เหล่านี้จึงไม่แปลกที่ประชาชนทุกรุ่น แม้กระทั่งเด็กเล็กๆก็มีความผูกพันกับพระองค์โดยอัตโนมัติ

นาวสาวนิศาชล อาญาสิทธิ์ อายุ 25 ปี ชาวจ.หนองคาย มาพร้อมนางสาวลำดวน ดวงนามล อายุ 24 ปี ชาวจ.ขอนแก่น ทั้งคู่ทำงานและอาศัยอยู่เขตลาดกระบึง กรุงเทพฯ มากราบพระบรมศพเป็นครั้งแรก กล่าวร่วมกันว่า พวกเรารู้สึกสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณในหลวงร.9 โดยเฉพาะพระมหากรุณาธิคุณด้านการเกษตร ที่พระองค์ได้พระราชทานแนวคิดเกษตรทฤษฎีใหม่ เกษตรพอเพียง และทรงทำหลายๆ อย่างเพื่อให้สามารถทำการเกษตรได้ดี เพราะไทยเป็นเมืองเกษตรกรรม ก็ถือว่าพระองค์ได้มาพัฒนาให้วงการเกษตรก้าวไกล ซึ่งนิสิตนักศึกษาที่เรียนด้านเกษตรมาจะรู้ดีถึงพระอัจฉริยภาพและพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ นอกจากนี้ยังชอบโครงการศึกษาสร้างพลังงานทางเลือกของพระองค์ ที่นำปาล์มมาทำน้ำมัน เป็นภูมิปัญญาที่สร้างทางเลือกและรายได้ให้เกษตรกรอย่างมั่นคง
“จากนี้พวกเราตั้งใจจะทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด ตามคำสอนของพระองค์ที่พระราชทานไว้ให้คนไทย ส่วนตัวยังคิดว่าถ้าคนไทยน้อมนำมาปฏิบัติตามกันได้ทุกคน ประเทศจะพัฒนาก้าวหน้าและเป็นสังคมที่น่าอยู่” นางสาวนิศาชลและนางสาวลำดวนกล่าวร่วมกัน

นางเฉลิมรัตน์ มีสุขศรี อายุ 47 ปี ชาวจังหวัดสงขลา มาพร้อมมารดา นางอุไร อายุสุข อายุ 79 ปี และอุ้มหลานสาว ด.ญ.พิชชาภา ชูนิยม อายุ 1 ปี 1 เดือน มากราบพระบรมศพเป็นครั้งแรก กล่าวด้วยสีหน้าปลาบปลื้มว่า ตนไม่เคยเห็นในหลวงรัชกาลที่ 9 พระองค์จริง ได้แต่ชื่นชมพระบารมีผ่านข่าวพระราชสำนัก ขณะที่พระองค์ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจช่วยเหลือประชาชน กระทั่งมีโครงการพระราชดำริต่างๆ รวมทั้งโครงการแก้มลิง จ.สงขลา ช่วยลดปัญหาอุทกภัยยามน้ำท่วม พระองค์ทรงทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อคนไทยมาตลอด 70 ปี สิ่งที่ตนจะทำเพื่อตอบแทนพระมหากรุณาธิคุณพระองค์ ได้ก็คือการประกอบอาชีพโดยสุจริต กระทำสิ่งใดก็ตามไม่เป็นที่เดือดร้อนแก่ผู้อื่น
ทั้งนี้ สำนักพระราชวังแจ้งสรุปยอดรวมประชาชนที่เดินทางมาสักการะพระบรมศพ เบื้องหน้าพระบรมโกศ เมื่อวันที่ 15 มีนาคม หลังปิดการขึ้นกราบถวายสักการะพระบรมศพ บนพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในเวลา 21.07 น. มีจำนวนทั้งสิ้น 31,423 คน รวม 133 วัน มี 5,276,573 คน และมีประชาชนถวายเงินเพื่อร่วมบำเพ็ญพระราชกุศลเป็นเงิน 2,271,462.25 บาท รวม 133 วัน เป็นเงินทั้งสิ้น 441,986,020.84 บาท

