รองปลัดยธ. ชี้ช่อง 2 เด็กซนพังห้องเรียน ไม่เข้าข่ายดำเนินคดี ควรดูแลต่อเนื่อง แนะกม.ช่วยพ่อแม่ชดใช้ค่าเสียหาย

16.03.17 | 14:04 น.

เมื่อวันที่ 16 มีนาคม ที่กระทรวงยุติธรรม (ยธ.) นายธวัชชัย ไทยเขียว รองปลัดกระทรวงยุติธรรม ในฐานะโฆษกกระทรวงยุติธรรม เปิดเผยถึงข้อกฎหมายเกี่ยวกับกรณี 2 เด็กนักเรียน ทำลายทรัพย์สินภายในห้องเรียนชั้น ป.6 โรงเรียนบ้านหนองม่วงหนองแต้ ต.พยุห์ อ.พยุห์ จ.ศรีสะเกษ ทำให้ทรัพย์สินซึ่งส่วนใหญ่เป็นสื่อการเรียนการสอนในห้องเรียนเสียหายยับเยิน ว่า เนื่องจากตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 73 บัญญัติว่า เด็กอายุยังไม่เกิน 10 ปี กระทำการอันกฎหมายบัญญัติเป็นความผิดเด็กนั้น ไม่ต้องรับโทษ และให้พนักงานสอบสวนส่งตัวเด็กดังกล่าวไปให้พนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองเด็ก เพื่อดำเนินการคุ้มครองสวัสดิภาพตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น ซึ่งในที่นี้หมายถึง เจ้าหน้าที่คุ้มครองสวัสดิภาพเด็กของสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จ.ศรีสะเกษ อย่างไรก็ตาม หากดูพฤติการณ์แห่งคดี ก็ถือว่าเด็กดังกล่าวเป็นเด็กที่พึงได้รับการคุ้มครองสวัสดิภาพตามมาตรา 40 (2) เนื่องจากเป็นเด็กที่เสี่ยงต่อการกระทำผิด

นายธวัชชัย กล่าวว่า ซึ่งตามมาตรา 44 กำหนดว่า เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ หรือผู้มีหน้าที่คุ้มครองสวัสดิภาพได้รับแจ้งจากผู้พบเห็นเด็กที่เสี่ยงต่อการกระทำผิด ให้สอบถามเด็กและดำเนินการหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับตัวเด็ก รวมทั้งสภาพความสัมพันธ์ภายในครอบครัว ความเป็นอยู่ การเลี้ยงดู อุปนิสัย และความประพฤติของเด็ก เพื่อทราบข้อมูลเกี่ยวกับเด็ก และถ้าเห็นว่าจำเป็นต้องคุ้มครองสวัสดิภาพแก่เด็ก โดยวิธีส่งเข้าสถานคุ้มครองสวัสดิภาพ หรือสถานพัฒนาและฟื้นฟู ก็ให้เสนอประวัติพร้อมความเห็นไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ เพื่อพิจารณาสั่งให้ใช้วิธีการคุ้มครองสวัสดิภาพที่เหมาะสมแก่เด็ก และในกรณีพนักงานเจ้าหน้าที่หรือผู้มีหน้าที่คุ้มครองสวัสดิภาพเด็ก ตามเห็นว่าเด็กจำเป็นต้องได้รับการสงเคราะห์ก็ให้พิจารณาให้การสงเคราะห์ตาม

รองปลัด ยธ. กล่าวอีกว่า แต่ถ้าเห็นว่ายังไม่สมควรส่งตัวเด็กไปยังสถานแรกรับ สถานสงเคราะห์ สถานคุ้มครองสวัสดิภาพ หรือสถานพัฒนาและฟื้นฟู ก็ให้มอบตัวเด็กแก่ผู้ปกครองหรือบุคคลที่ยินยอมรับเด็กไปปกครองดูแล โดยอาจแต่งตั้งผู้คุ้มครองสวัสดิภาพแก่เด็กตาม หรือไม่ก็ได้ และเมื่อได้ปรึกษาหารือร่วมกับผู้ปกครองหรือบุคคลที่จะรับเด็กไปปกครองดูแลแล้วอาจจะวางข้อกำหนดเพื่อป้องกันมิให้เด็กมีความประพฤติเสียหาย หรือเสี่ยงต่อการกระทำผิด โดยให้ผู้ปกครองหรือบุคคลที่รับเด็กไปปกครองดูแลต้องปฏิบัติข้อใดข้อหนึ่งหรือหลายข้อตามความเหมาะสม ดังนี้ 1.ระมัดระวังมิให้เด็กเข้าไปในสถานที่หรือท้องที่ใดอันจะจูงใจให้เด็กประพฤติตนไม่สมควร 2.ระมัดระวังมิให้เด็กออกนอกสถานที่อยู่อาศัยในเวลากลางคืน เว้นแต่มีเหตุจำเป็นหรือไปกับผู้ปกครอง 3.ระมัดระวังมิให้เด็กคบหาสมาคมกับบุคคลหรือคณะบุคคลที่จะชักนำไปในทางเสื่อมเสีย

“4.ระมัดระวังมิให้เด็กกระทำการใดอันเป็นเหตุให้เด็กประพฤติเสียหาย 5.จัดให้เด็กได้รับการศึกษาอบรมตามสมควรแก่อายุ สติปัญญา และความสนใจของเด็ก 6.จัดให้เด็กได้ประกอบอาชีพที่เหมาะสมกับความถนัดและความสนใจของเด็ก 7.จัดให้เด็กกระทำกิจกรรมเพื่อพัฒนาตนเองทางด้านคุณธรรม จริยธรรม และบำเพ็ญประโยชน์ต่อสังคม และหากปรากฏชัดว่าผู้ปกครองหรือผู้ที่รับเด็กไว้ปกครองดูแลละเลยไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดของพนักงานเจ้าหน้าที่หรือผู้มีหน้าที่คุ้มครองสวัสดิภาพเด็กตาม ก็ให้พนักงานเจ้าหน้าที่หรือผู้มีหน้าที่คุ้มครองสวัสดิภาพเด็กรับเด็กกลับไปดูแล” รองปลัดยุติธรรม กล่าว

นายธวัชชัย กล่าวว่า ส่วนค่าเสียหาย 40,000 บาท นั้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาก็ได้รับการคุ้มครองโดยให้สิทธิแก่ผู้เสียหายที่จะยื่นฟ้องคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาได้ ทั้งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 ก็ได้คุ้มครองสิทธิของผู้เสียหายไว้ว่า ผู้เสียหายมีสิทธิที่จะได้รับการเยียวยาจากรัฐและประมวลกำหมายวิธีที่พิจารณาความอาญาได้แก้ไขเพิ่มเติมให้สิทธิแก่ผู้เสียหายยื่นคำร้อง ขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในคดีอาญาที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ได้โดยไม่ต้องฟ้องร้องเป็นคดีต่างหาก แต่การที่จำเลยเป็นเด็กหรือเยาวชนทำให้มีปัญหาในการรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหายเพราะไม่มีทรัพย์สินเพียงพอแก่การบังคับคดีได้

Advertisement

“แต่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เมื่อผู้เยาว์กระทำความผิดทำความเสียหายเกิดขึ้นซึ่งเป็นการละเมิดผู้อื่นผู้เยาว์ยังคงต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ที่ถูกทำละเมิด เมื่อเด็กหรือเยาวชนซึ่งยังคงเป็นผู้เยาว์อยู่ไม่มีความสามารถในการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการละเมิดกฎหมายจึงกำหนดให้มีผู้ที่ต้องร่วมรับผิดกับผู้เยาว์ ซึ่งกำหนดให้บิดามารดา ผู้แทนโดยชอบธรรมซึ่งเป็นผู้ที่มีอำนาจปกครองและมีหน้าที่ดูแลบุตรผู้เยาว์ต้องร่วมรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนรวมทั้งต้องทำนิติกรรม เช่น สัญญาประนีประนอมยอมความแทนผู้เยาว์ซึ่งต้องได้รับอนุญาตจากศาลด้วย” นายธวัชชัย กล่าว

รองปลัดกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า แต่ในกรณีที่บิดามารดาไม่มีค่าใช้จ่าย ดังนั้นตามมาตรา 44 พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็กฯ ที่ว่า ในกรณีพนักงานเจ้าหน้าที่หรือผู้มีหน้าที่คุ้มครองสวัสดิภาพเด็กตาม เห็นว่าเด็กจำเป็นต้องได้รับการสงเคราะห์ก็ให้พิจารณาให้การสงเคราะห์ตาม ซึ่งหมายถึงการสงเคราะห์ช่วยเหลือเรื่องเงินด้วยหรือไม่ คงต้องไปดูกฎกระทรวงฯ ประกอบต่อไปอย่างไรก็ตามเด็กทั้ง 2 คน คงต้องได้รับการดูแลช่วยเหลือในฐานะที่เขาเป็นเด็ก ต่อไป