ครอบครัวรอรับ ‘ดีเจแมน’ เผยถือพวงมาลัยมาไหว้ศาลด้วย
เมื่อเวลา 18.30 น. วันที่ 26 ธันวาคม ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ นายอมร กุศล ทนายความของ นายพัฒนพล มินทะขิน หรือ ดีเจแมน เดินทางมาเพื่อทำเอกสารและรอรับดีเจแมนออกจากเรือนจำ
ทนายอมรกล่าวว่า ขณะอยู่ในห้องพิจารณาคดีดีเจแมนมีอาการตื่นเต้นตลอด แม้จะเป็นคำวินิจฉัยที่ยาว แต่ท่านผู้พิพากษก็ให้นั่งรอฟังคำวินิจฉัยแต่ละคน

ส่วนแนวทางการวางแผนต่อสู้ ทนายอมรระบุว่า พูดง่ายๆ ตามประสาชาวบ้านคือตอนนี้เราชนะคดีแล้ว อย่างไรก็ตาม ยังมียก 2 ยก 3 คือฝ่ายโจทก์ยื่นอุทธรณ์ ฎีกา ซึ่งเป็นสิทธิ ตนไม่สามารถก้าวล่วงได้ อยู่ที่ดุลพินิจและความเหมาะสมของทางนั้น แต่ส่วนตัวมองว่าคดีนี้จะต้องมีการอุทธรณ์ ฎีกา ซึ่งตอบแทนไม่ได้ว่าจะยื่นหรือไม่ หรือยื่นเมื่อไหร่ แต่ตามกฎหมายสามารถขยายได้ ครั้งแรกไม่เกิน 30 วัน
เมื่อถามว่า หากมีการอุทธรณ์ ทีมทนายพร้อมจะสู้หรือไม่ ทนายอมรบอกว่า อย่างที่เคยบอกว่าก้าวแรกตั้งแต่เหยียบกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI ตนพร้อมตลอด วันนี้เลยเหนื่อยมากที่เราเตรียมตัวมานาน
เมื่อถามว่า เป็นเช่นนี้แล้วแสดงว่าดีใจ แต่ยังไม่สุดหรือไม่ ทนายอมรกล่าวว่า ขั้นตอนนี้ดีใจ ถือเป็นนิมิตหมายอันดีในการตัดสินครั้งแรกเพราะได้ผล แต่ถ้าครั้งแรกไม่เป็นไปตามที่คาดหวังก็มีเหนื่อย แต่ถามว่าพร้อมหรือไม่ตนพร้อมทุกชั้นศาล

ทนายอมรกล่าวด้วยว่า ส่วนหลังจากนี้จะฟ้องฝ่ายโจกท์กลับหรือไม่ ขณะนี้ยังไม่ได้คุยเรื่องนี้ เพราะวันนี้เป็นของขวัญปีใหม่สำหรับครอบครัวดีเจแมน ที่ผ่านมาสงสารลูกดีเจแมน เพราะโกหกว่าไปต่างประเทศ แต่วันนี้สุดยอดจริงๆ ยอมรับ ยังดีใจแทนเขาเลย
“หลังจากนี้จะต้องไปหารือกับดีเจแมนอีกครั้ง แต่ขอให้ดีเจแมนได้พักสักครู่ ทั้งเรื่องร่างกายและจิตใจ เพราะดีเจแมนเป็นคนที่เคยอยู่วงการที่หนึ่ง แล้วมาอยู่ในสถานะผู้ต้องขัง เป็นผู้ต้องขังไม่สบายหรอก คืนนี้ดีเจแมนต้องนอนเต็มหลัง หรือนอนเต็มอิ่ม ไม่มีความหวาดระแวง คดีจบแล้วในส่วนของชั้นต้น ส่วนชั้นอุทธรณ์ต้องมาว่ากันใหม่ ต้องดูว่าอัยการจะใช้สิทธิยื่นอุทธรณ์หรือไม่” ทนายอมรกล่าว
เมื่อถามว่า ตลอดระยะเวลาที่ถูกควบคุมตัว 1 ปี 7 เดือน อะไรที่ยากที่สุดในการทำคดี ทนายอมรกล่าวว่า ในฐานะทนายจำเลย โจทก์กล่าวหาเรา เราก็พยายามหาหลักฐานที่มีอยู่ไปค้านฝ่ายโจทก์ว่าเราเกี่ยวข้องอย่างไร เพราะบางสิ่งบางอย่างตอนแรกข่าวเสนอไปกับความเป็นจริงในทางนำสืบคนละเรื่องกันเลย ข่าวออกแรงมาก แต่พอในทางนำสืบคนละเรื่องเลย

เมื่อถามว่า แสดงว่าข่าวในโซเชียลไม่ได้มีผลต่อคำวินิจฉัย ทนายอมรระบุว่า ตนตอบไม่ได้ แต่โดยหลักการประเด็นแรกไม่สามารถก้าวล่วงในคำวินิจฉัยของศาลว่าคิดอย่างไร แต่โดยหลักของกฎหมายแล้วจะต้องพิจารณาตามหลักฐานในสำนวน แต่พยานหลักฐานพิสูจน์ในชั้นพิจารณาหมดเลยว่าหลักฐานนี้เชื่อได้หรือไม่ ที่มาอย่างไร ฟังได้ว่าเป็นความผิดหรือไม่ พอไปฟังในโซเชียลมาในทางสืบพยานก็สงสารดีเจแมน เพราะก็รับสภาพมาโดยตลอด
ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า พ่อของดีเจแมนและคนสนิทเริ่มทยอยเดินทางมารอรับดีเจแมนออกจากเรือนจำแล้ว จากการสังเกตพบว่า ครอบครัวนำพวงมาลัย 3 สีมาด้วย คาดว่าน่าจะนำมาไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่ภายในเรือนจำ


