วันที่ 16 มีนาคม 2560 นายประทีป เพ็งตะโก ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ 3 พระนครศรีอยุธยา เปิดเผยว่า จากการที่มีร้านค้ารุกล้ำพื้นที่บริเวณวิหารพระมงคลบพิตรจำนวน 163 ร้าน หรือร้านค้ากลุ่มเต็นท์ กำลังพล ทหาร ตำรวจ และฝ่ายปกครอง สนับสนุนอุปกรณ์รถยนต์และกำลังพล ช่วยผู้ประกอบการร้านค้าย้ายไปตลาดแห่งใหม่หลังศาลากลางจังหวัดหลังเก่าต่อเนื่อง เพื่อให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 31 มีนาคมนี้ ซึ่งจากการดำเนินการที่ผ่านมาเชื่อว่าจะเป็นไปตามกำหมด ในส่วนของร้านค้าทรงไทยชั้นเดียว ที่ขออนุญาตถูกต้องกับคณะกรรมการทั้งหมด 148 ร้านค้า ซึ่งเป็นกลุ่มผู้ค้าเก่าดั้งเดิม พบว่าส่วนใหญ่มีการต่อเติมรูปแบบอาคารทรงไทยผิดรูปแบบ และเริ่มรกรุงรัง ซึ่งร้านค้ากลุ่มอาคารทรงไทยยังไม่ถูกรื้อย้าย แต่ได้กำชับให้รื้อสิ่งที่ต่อเติม ให้คงกลับสภาพเดิมภายในวันที่ 31 มีนาคมเช่นกัน เพื่อให้เป็นไปตามแผนแม่บทที่กำหนดไว้ หากไม่ยอมทำตามก็จะเสนอถอดถอนรายชื่อจากผู้ค้าที่ได้รับอนุญาต

“ร้านค้าทรงไทยชุดนี้เป็นร้านค้าที่เป็นการแก้ปัญหา ตามแผนแม่บทโครงการอนุรักษ์พัฒนานครประวัติศาสตร์ ผ่านการกลั่นกรองของอนุกรรมการบริหาร ซึ่งมีผู้ว่าฯ เป็นประธาน ผ่านการกลั่นกรองของประธานอนุกรรมการด้านวิชาการ ซึ่งมีอธิบดีกรมศิลปากร คือเป็นผู้ค้าขายเดิมหน้าวิหาร และเมื่อมีการรื้อย้ายจากด้านหน้ามาด้านหลังประมาณปี 2534 เป็นต้นมา ก็ดำเนินการไปตามแผนแม่บท ฉะนั้นก็คือเป็นการแก้ปัญหาที่ถูกต้องตามแผนแม่บท ในเชิงพื้นที่ซึ่งกำหนดไว้ในแผนแม่บทชัดเจน หรือกล่าวได้ว่า กรมศิลปากรได้เซ็นอนุญาตในแบบการก่อสร้างตรงนี้ แต่ไม่ว่าจะก่อสร้าง ต่อเติมอะไรในพื้นที่โบราณสถาน ต้อขออนุญาตเสียก่อน เพื่อทำถูกต้องตามแผนตามระเบียบ ” นายประทีป กล่าว
นายประทีป กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับร้านค้าหลังศาลากลางหลังเก่า ซึ่งเป็นจุดรองรับการรื้อย้ายร้านค้ามานั้น ขณะนี้ถือว่ายังคงเป็นลักษณะของร้านค้ากึ่งชั่วคราว ซึ่งภาครัฐจะตั้งงบประมาณเพื่อสร้างร้านค้าแบบถาวรให้เป็นทรงไทย เพื่อคงอนุรักษ์ความเป็นอยุธยาและเป็นเมืองมรดกโลกต่อไป

