อ.ชาวจีน โผล่ให้ปากคำ เผย คอร์สอาสาตำรวจจีน เก็บเงินแค่ 13 คน ยังไม่รู้เข้ากระเป๋าใคร

3.01.25 | 18:08 น.

ผบก.น.3 เผยคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงส่งผลตรวจสอบ ผกก.- รอง ผกก.สืบนครบาล 3 ให้ ผบช.น.พิจารณา ด้านรอง ผบก.น.3 เผยมีสมาคมเป็นตัวกลางประสานตำรวจ-ม.สยาม จัดอบรม เรียกเก็บเงินคนนอกแค่ 13 รายเท่านั้น เตรียมยื่นหนังสือขอมหาวิทยาลัยตรวจสอบหนังสือส่งให้สืบนครบาลจริงหรือไม่ มีตำรวจ-ทนาย เป็นวิทยากรร่วมเพิ่ม

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 3 มกราคม ที่กองบังคับการตำรวจนครบาล 3 (บก.น.3) พล.ต.ต.เกียรติกุล สนธิเณร ผบก.น.3 พร้อมด้วย พ.ต.อ.สุทธิศักดิ์ วันที รอง ผบก.น.3 เป็นประธานตรวจสอบข้อเท็จจริง ร่วมกันประชุมติดตามความกรณีมีการจัดอบรมนักศึกษาชาวจีนเพื่อเป็นอาสาสมัครตำรวจ โดยกรณีมีการจัดอบรมนักศึกษาชาวจีนเพื่อเป็นอาสาสมัครตำรวจ กก.สส.บก.น.3 เป็นที่ปรึกษา แนะนำให้ความรู้ ผกก.สส.บก.น.3 เห็นว่าเป็นประโยชน์ จึงมอบหมายให้ พ.ต.ท.เกรียงศักดิ์ ช่วงวงศ์ รอง ผกก.สส.บก.น.3 เป็นผู้ประสานงาน จึงทำการซักถามผู้เกี่ยวข้องดังกล่าว มีอาจารย์มหาวิทยาลัย ล่ามภาษาจีน และนักศึกษาชาวจีน ใช้เวลาประมาณ 6 ชั่วโมง ก่อนที่อาจารย์และนักศึกษาชาวจีนเดินทางกลับไป โดยนักศึกษาเปิดเผยเพียงสั้นๆ ว่า เป็นนักศึกษาที่มาอบรมมีอะไรให้ถามเจ้าหน้าที่ตำรวจ

ด้าน พล.ต.ต.เกียรติกุลกล่าวว่า ในการสอบข้อเท็จจริงวันนี้มี พ.ต.อ.สุทธิศักดิ์เป็นประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงของ บก.น.3 โดยได้สอบปากคำผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งอาจารย์ชาวจีน ผู้จัดชาวจีนซึ่งเป็นคนกลาง และนักศึกษาชาวจีนที่เข้าร่วมฝึกอบรมบางส่วน ส่วน ผกก.สส.บก.น.3 และรอง ผกก.สส.บก.น.3 นั้น ได้ทำหนังสือชี้แจงข้อเท็จจริงมาเรียบร้อยแล้วเมื่อวานนี้ โดยการสอบปากคำทั้งหมดเป็นเพียงการสอบเบื้องต้น และทำความเห็นไปให้ทาง บช.น.พิจารณา ซึ่งตอนนี้ได้มีการสรุปผลแล้ว แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยได้ ตนขอนำไปรายงานผู้บัญชาการตำรวจนครบาลก่อน หากกองบัญชาการตำรวจนครบาลพิจารณาแล้วเห็นว่ามีมูล ควรกล่าวหาทางวินัย ก็จะเสนอตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงตามขั้นตอนต่อไป

“วันนี้ ดร.หลี่ จาง เดินทางมาให้ปากคำ พร้อมกับผู้จัดโครงการชาวจีนอีกคน ไม่ใช่บุคลากรของมหาวิทยาลัย ให้การว่า ทางผู้จัดต้องการให้มีสมาชิกแจ้งข่าวเพื่อช่วยเหลือคนจีนด้วยกัน จึงประสานมายัง Dr.Li Zhang ซึ่งเป็นอาจารย์ของมหาวิทยาลัย โดยโครงการนี้มีผู้เข้ารับการฝึกอบรมทั้งหมด 27 คน เป็นคนจีน 26 คน คนไทย 1 คน และในจำนวนคนจีน 26 คน แบ่งเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยสยาม 13 คน และบุคคลภายนอกอีก 13 คน ที่ผู้จัดนำเข้ามา ซึ่งในส่วนที่เรียกเก็บเงินนั้นเป็นบุคคลภายนอก 13 คน ไม่ใช่นักศึกษา แต่มีการมาใช้สถานที่ภายในมหาวิทยาลัย” ผบก.น.3 กล่าว

Advertisement

เมื่อถามว่าเงินที่เรียกเก็บจากบุคคลภายนอก 13 คนนั้นไปเข้ากระเป๋าใคร พล.ต.ต.เกียรติกุลกล่าวว่า เรื่องนี้ยังไม่ได้ทำการสอบสวน เพราะวันนี้เป็นเพียงการสอบเบื้องต้น รวมถึงประเด็นที่ว่าทางมหาวิทยาลัยได้รับรู้เรื่องการจัดโครงการนี้หรือไม่ ก็ต้องรอสอบถามทางมหาวิทยาลัยอีกครั้ง ส่วนตำรวจที่ไปเป็นวิทยากร ก็คงจะได้ค่าตอบแทนด้วยไม่เช่นนั้นคงไม่ไป เพราะระยะทางค่อนข้างไกล จากมีนบุรีไปถึงภาษีเจริญ สาเหตุที่มีการประสานขอวิทยากรข้ามเขตพื้นที่นั้นเป็นเพราะผู้จัดชาวจีน รู้จักเป็นการส่วนตัวกับรอง ผกก.สส.บก.น.3 เลยประสานงานทำหนังสือมา ส่วนที่มีการตั้งข้อสังเกตว่า เหตุใดจึงขอให้ตำรวจสืบสวนไปอบรมด้านการจราจรและกฎหมายนั้น เชื่อว่าเขารู้จักกันเป็นการส่วนตัว ทั้งนี้ การไปเป็นวิทยากรให้คำปรึกษาการอบรมในครั้งนี้ ผู้ใต้บังคับบัญชาไม่ได้มีการรายงานมาที่ตนก่อนแต่อย่างใด มีเพียงแค่รองผู้กำกับการสืบสวน ที่ทำหนังสือถึงผู้กำกับการสืบสวน และที่ผ่านมา บก.น.3 ก็ไม่เคยมีการจัดกิจกรรมลักษณะนี้ มีแต่ที่ทางรัฐบาลขอวิทยากรมา ก็จัดหาไปเท่านั้น

ด้าน พ.ต.อ.สุทธิศักดิ์กล่าวว่า ทางคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงได้มีการเรียกสอบปากคำเพิ่มเติมโดยเป็นผู้ที่เกี่ยวข้องทัังหมด 5 คน ประกอบด้วย นักศึกษา ป.โท 3 คน อาจารย์ 1 คน และผู้จัดอบรม 1 คน จากสมาคมการค้าวาณิชธุรกิจไทย-จีน ประเด็นสำคัญอยู่ที่ทางผู้จัดอบรมได้มีการประสานงานไปยังรอง ผกก.สส.บก.น.3 เพื่อทำการจัดอบรมสมาชิกแจ้งข่าวอาชญากรรมและจราจรเพื่อคุ้มครองความปลอดภัยให้ชาวจีนที่อยู่ในประเทศไทยให้มาเป็นวิทยากรให้ความรู้กรณีดังกล่าว โดยมีที่ปรึกษาเป็นหลี่จาง อาจารย์ประจำอยู่มหาวิทยาลัยเป็นที่ปรึกษาสมาคมดังกล่าว จากเดิมที่จะจัดอบรมที่ อ.พัทยา จ.ชลบุรี จึงเปลี่ยนมาเป็นมหาวิทยาลัยในพื้นที่ภาษีเจริญแทน ทางมหาวิทยาลัยได้มีการทำหนังสือถึง กก.สส.บก.น.3 ทางคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงจะทำหนังสือไปสอบถามว่ามีหนังสือดังกล่าวเป็นหนังสือจริงที่ออกมาจากมหาวิทยาลัยหรือไม่

จากการซักถามผู้เกี่ยวข้องทราบว่า ผู้จัดอบรมจากสมาคมดังกล่าวเป็นคนจัดหาอุปกรณ์เครื่องหมาย หมวก ให้โดยทางสมาคมดังกล่าวเป็นผู้ออกทุนเองทั้งหมดเกือบ 1 แสนบาท ผู้ที่มาอบรมมาจากบุคลากรทางมหาวิทยาลัย 14 คน ไม่เสียค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด มีแต่เพียงคนนอกเป็นชาวจีน 13 คนเสียค่าใช้จ่ายคนละ 38,000 เท่านั้น รวมมูลค่ากว่า 490,000 บาท นอกจากนี้ยังมีผู้มาเป็นวิทยากร มีรอง ผกก.สส.บก.น.3 ตำรวจคนอื่นเข้าร่วมด้วย ผกก.สส.บก.น.3 มาเปิดการอบรม เซ็นใบประกาศรับรองให้เท่านั้น และมีทนายเข้าร่วมเป็นวิทยากรด้วย

อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาแล้วการจัดอบรมลักษณะดังกล่าวมีการจัดขึ้นมาไม่ถูกต้อง ไม่ได้รับอนุญาตตามระเบียบ เพราะหากการอบรมไม่ถูกต้อง การใช้เครื่องหมายของทางราชการย่อมไม่ถูกต้องด้วย หากมีผู้เข้าร่วมอบรมจะแจ้งความดำเนินคดี ก็สามารถแจ้งความดำเนินคดีได้ที่ สน.ภาษีเจริญ ข้อเท็จจริงดังกล่าวผู้เข้าร่วมอบรมไม่มีความผิด แต่คนที่จัดการอบรมดังกล่าวมีความผิดหรือไม่ ต้องให้ตำรวจพื้นที่รับผิดชอบกรณีดังกล่าวต่อไป