นายชำนาญ กล่าวว่า ได้แสดงความคิดเห็นและข้อเสนอในภาพรวมของ 10 ประเด็น โดยเฉพาะด้านการเมืองและประชาธิปไตย ได้ปฏิเสธการรัฐประหาร ตั้งแต่ปี2549 ขอให้ทหารกลับไปเป็นทหารอาชีพ แยกการเมือง ไม่นำมาเกี่ยวข้องกันส่วนความเหลื่อมล้ำด้านทรัพยากรที่ดิน ป่าไม้ และแหล่งน้ำ มองว่าเป็นการชี้นำล่อเป้า ให้ใช้อำนาจพิเศษ หรือ ม. 44 เข้ามาจัดการ อยากให้ประชาชนและชุมชนมีส่วนร่วมบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ไม่ใช่หน่วยงานรัฐจัดการทั้งหมดพร้อมบังคับใช้กฏหมายอย่างเท่าเทียม เป็นธรรม เสมอภาค ไม่เลือกปฏิบัติ
ส่วนด้านสังคม เศรษฐกิจ สาธารณสุข และสิ่งแวดล้อม นายชำนาญเสนอแนะ อยากให้รัฐบาลขับเคลื่อนและผลักดันจังหวัดจัดการตนเอง โดยยกเชียงใหม่เป็นมหานคร เพื่อกระจายอำนาจ สู่ภูมิภาคและท้องถิ่น มีการเลือกตั้งผู้ว่าฯ โดยให้เชียงใหม่เป็นจังหวัดนำร่อง เพื่อคนท้องถิ่นรู้ เข้าใจ และแก้ปัญหาตรงกับความต้องการประชาชนมากที่สุด ส่วนสื่อมวลชน อยากเห็นการนำเสนอข่าว ข้อเท็จจริง ความคิดเห็นที่แยกจากกัน มีบทลงโทษสื่อที่ยุยงปลุกปั่นสร้างความแตกแยก เกลียดชังในสังคม เพื่อผลประโยชน์ตนเองและองค์กร
“อยากเรียกร้องรัฐบาลปฏิบัติตามกรณีหรือพันธะสัญญากับต่างประเทศ เพื่อสร้างมาตรฐานสู่เวทีสากล โดยยึดหลักประชาธิปไตย ประชาชนมีส่วนร่วม พร้อมเลิกยกย่องนักการเมือง ข้าราชการ หรือบุคคลที่ทุจริต มีบทลงโทษ โดยบังคับใช้กฏหมายจริงจัง ไมเ่ลือกปฏิบัติ ส่วนการจัดทำแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี แค่ชื่อบ่งบอกว่าเป็นยุทธศาสตร์ทหาร แต่ทหารไม่ได้รู้ทุกเรื่อง หรือเชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจ สังคม หากอยากให้เกิดสามัคคี ปรองดอง ต้องมาจากรัฐบาลที่มาจากเลือกตั้ง หรือประชาชน เพื่อกำหนดยุทธศาสตร์ ผลักดันขับเคลื่อนพัฒนาประเทศดีกว่า” นายชำนาญ กล่าว
นายชำนาญ กล่าวอีกว่า นักวิชาการที่เข้าร่วมเวทีดังกล่าว ส่วนใหญ่แสดงความคิดเห็นและข้อเสนอ เป็นไปในทิศทางเดียวกัน เนื่องจากเป็นเรื่องวิชาการ อยากให้เกิดความสามัคคี ปรองดอง ภายใต้กฏกติกาที่ทุกฝ่ายยอมรับและสังคมโลกสนับสนุน ไม่ต่อต้าน หรือกดดันรัฐบาลที่มาจากยึดอำนาจ

