เปิดคำให้การ จ่าเอ็ม สารภาพ รับงานใช้หนี้ผู้มีพระคุณ ตร.ไม่ตอบ คนไทยหรือไม่
เมื่อวันที่ 11 มกราคม ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้า กรณี นายเอกลักษณ์ แพน้อย หรือเอ็ม กองเรือ อายุ 41 ปี ผู้ต้องหาก่อเหตุยิงนายลิม กิมยา อายุ 73 ปี อดีต ส.ส.ฝ่ายค้านของกัมพูชา ดับบริเวณเกาะกลางถนน ตรงข้ามวัดบวรนิเวศ ก่อนจับกุมได้ที่พระตะบอง กัมพูชา โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เดินทางไปคุมตัวกลับมาประเทศไทยเมื่อช่วงสายวันนี้
ภายหลังจากที่ควบคุมตัวนายเอกลักษณ์ แพน้อย หรือ “จ่าเอ็ม” มาสอบปากคำที่ สน.ชนะสงคราม พล.ต.ต.อัฏธพร วงศ์ศิริปรีดา ผบก.น.1 เปิดเผยว่า จากการสอบปากคำในเบื้องต้นเป็นเวลานานกว่า 3 ชั่วโมง ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา ซึ่งประเด็นหลักที่ผู้ต้องหายังคงกังวลคือเกรงว่าญาติพี่น้องจะรู้เรื่องจากเหตุการณ์นี้ แต่ได้มีการให้พบทนายความและพูดคุยจนกระทั่งนายเอ็มเริ่มผ่อนคลายมากขึ้นจนสามารถให้การกับพนักงานสอบสวนได้บ้างแล้ว
พล.ต.ต.อัฏธพรกล่าวว่า ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา ตอนแรกมีความกังวล เครียด ว่าญาติพี่น้องรู้หรือไม่ ช่วงแรกแจ้งว่าเป็นห่วงเรื่องความปลอดภัย แต่เมื่อมาถึง สน.ก็ผ่อนคลาย ได้พบกับทนายความและเขาก็เดินมาประสงค์สมัครใจให้การเอง ก็ให้เขาเล่า เปิดใจให้เขาผ่อนคลาย เป็นประโยชน์กับรูปคดี ค่อนข้างตรงกับกล้องวงจรปิด และพยานหลักฐานที่มี บางประเด็นบอกไม่รู้ เช่นไม่รู้ชื่อจริง รู้แต่ชื่อเล่น และอนุญาตให้เราเข้าถึงข้อมูลทางโทรศัพท์ อธิบายข้อความแชตต่างๆ คืออะไร
ผู้สื่อข่าวถามว่า ที่จ่าเอ็มกังวลเรื่องความปลอดภัย กลัวอะไร พล.ต.ต.อัฏธพรกล่าวว่า เขาไม่รู้ใครเป็นใคร เจ้าหน้าที่ก็ไม่ได้ใส่เครื่องแบบ จนได้เจอกับทนายความสักระยะ และให้ของว่าง ให้น้ำทาน เขาไม่กลัว กังวลเพราะไม่รู้ว่าการที่เขาถูกสอบสวน ถูกถามหลายครั้ง ก็ไม่สบายใจ ทนายที่มา ก็เป็นทนายจากกรมคุ้มครองสิทธิ ก็คุยจนให้ความไว้วางใจ
“ให้การเป็นประโยชน์ แต่อยู่ในสำนวน ทำให้การสอบสวนเราง่ายขึ้น เบื้องต้น เขาบอกว่า เขารับงานมาจากบุคคลที่เคยช่วยที่เคยช่วยเขา ผู้มีพระคุณของเขา ไม่ได้รับค่าจ้างตอบแทนใดๆ ทำเพื่อที่จะเห็นว่ายามเขาเดือดร้อน ถูกออกจากราชการ ก็มีคนนี้สนับสนุน ให้เงินให้ทอง โทรไปปรึกษาก็ได้ทุกครั้ง เมื่อผู้มีพระคุณขอร้องมา ก็ตัดสินใจอยู่สักระยะ จึงรับปาก กะว่าจะทำใช้หนี้บุญคุณ”

เมื่อถามว่า ผู้มีพระคุณเป็นพลเรือน ข้าราชการ หรืออดีตราชการ พล.ต.ต.อัฏธพรกล่าวว่า เป็นพลเรือน ตอนนี้ผู้ต้องหา อดนอน เบื้องต้นสับสนตัวเอง เวลาก็จำไม่ได้ เราใช้ความอดทน และพยายามให้เขาผ่อนคลาย ประเด็นเรื่องการสอบสวน มีความกระจ่างระดับหนึ่ง คงไม่ได้ทั้งหมด เพราะเขาก็เดินทางมา 8-10 ชั่วโมง หลายทอด และกังวล ขนาดว่า คนใกล้ชิดเขาจะมาขอพบ ยังไม่ประสงค์
เขาได้แจ้งว่า 1.ไม่ประสงค์พบใครเลย อยากอยู่คนเดียว เราถามว่าอยากได้นักจิตวิทยาไหม การสอบสวนเราต้องใช้ศิลปะพอสมควร ให้เขาพัก เมื่อให้การเป็นประโยชน์ค่อยสอบปากคำ ผู้ต้องหาให้ความร่วมมืออย่างดี แต่เขาเรียบเรียงเนื้อหาไม่ถูก บางครั้งก็จำผิดๆ ถูกๆ เป็นอาการของคนเครียดและพักผ่อนน้อย การทำแผนประกอบคำรับสารภาพ เขาแจ้งว่าไม่ประสงค์จะทำแผน เนื่องจากไม่อยากพบเจอใคร แต่ยินดีจะเปิดวิดีโอและพูดอธิบาย ก็ให้เขาเรียบเรียง เขาขอพัก สอบได้ไม่นานก็ขอสูบบุหรี่ ขณะนี้ให้พักอยู่
ถามถึงผู้มีพระคุณ ได้พูดคุยกันเมื่อไหร่ ถึงตัดสินใจไปเอาปืนมา พล.ต.ต.อัฏธพรกล่าวว่า ใช้เวลาไม่นาน ประมาณ 24 ชั่วโมง จากคำให้การ ก็สอดคล้องกับข้อมูลในโทรศัพท์และแชตไลน์ ครั้งแรกที่ร้องขอ เขายังไม่รับปาก มีการโทรมาเร้าหรือ ปรากฏข้อมูลในโทรศัพท์ว่ามีจริง ไลน์มา จนเขาตัดสินใจว่าทำครั้งเดียว ใช้หนี้บุญคุณกัน
ถามว่าผู้มีพระคุณ เป็นคนไทยหรือไม่ พล.ต.ต.อัฏธพร ระบุว่า อยู่ในสำนวน ตอบไม่ได้ ส่วนในเรื่องคดีต้องพิสูจน์ต่อไป

พล.ต.ต.อัฏธพรกล่าวว่า จากนี้เราต้องนำคำให้การผู้ต้องหาไปวิเคราะห์ แต่ส่วนหนึ่งตรงกับวัตถุพยาน เราจะเก็บข้อมูลจากโทรศัพท์มาวิเคราะห์ เราไม่เชื่อ แต่เขาประสงค์จะให้การ ข้อมูลที่ได้ก็เป็นเพียงคำให้การผู้ต้องหา ต้องนำไปพิสูจน์อีก
“เขาพูดๆ และก็หยุดคิด พอถามต่อก็อ้างว่าไม่พร้อม สำหรับข้อมูลของเหยื่อนั้น มีการพิมพ์ไลน์มาบอก เป็นภาษาไทย แต่งตัวอย่างไร พิมพ์ไลน์มาบอก เป็นระยะ ว่าเป้าหมายเป็นแบบนี้ มาอย่างนี้ ออกเดินทางแล้ว ถึงนี่ๆ”
ถามว่า รู้จักกับชาวกัมพูชาได้อย่างไรนั้น พล.ต.ต.อัฏธพรกล่าวว่า ยังให้การไม่ถึง ให้การไปแล้วพัก บางประเด็นเขาสะดวกใจก็ให้การ บางประเด็นเขาก็ขอไปสูบบุหรี่ พอจะถามแล้วถ้าเขายังไม่เต็มใจ ก็จะขอสูบบุหรี่ก่อน แต่เป็นสิทธิผู้ต้องหาที่จะให้การอย่างไรก็ได้ เจ้าหน้าที่ต้องใช้เทคนิคในการสอบสวนพอสมควร แต่ละประเด็นที่เราอยากสอบ เราก็ไม่ได้ทั้งหมดที่อยากได้เช่นเดียวกัน ต้องไปวิเคราะห์ในมือถือ อย่างอื่นต่อ รวมทั้งเส้นทางการเงิน บางเรื่องก็สอดคล้อง บางเรื่องก็ยังไม่ตรง อาจจะจำไม่ได้ หรือเจตนาให้การไม่ตรง
ผู้สื่อข่าวถามถึงเส้นเงิน พล.ต.ต.อัฏธพรกล่าวว่า เขาให้การมาหมดแล้ว บางอย่างตรงกัน ว่าโอนกี่ครั้ง บางอย่างก็ไม่ตรง
ถามถึงการเดินทางไปกัมพูชา พล.ต.ต.อัฏธพร กล่าวว่า เขาบอกไม่เคยเดินทางไป ให้ข้อมูลว่า จะมีไลน์มาบอกให้ไปตรงนั้น ก็ตรง เป็นไลน์ของคนที่เขาไม่รู้จัก
ทั้งนี้ มีรายงานว่า ครั้งแรกนายเอ็มได้ปฏิเสธ ก่อนจะถูกผู้มีพระคุณพยายามโทรตื๊อจนทำให้นายเอ็มตอบตกลงรับงานในราคา 60,000 บาท และจ่ายมัดจำมาก้อนแรก 30,000 บาท นายเอ็มจึงเอาเงินจำนวนนี้ ไปไถ่ปืนที่จำนำไว้ในราคา 2,000 บาท
โดยพนักงานสอบสวนจะนำตัวนายเอ็มไปขออำนาจศาลอาญา ฝากขังในวันจันทร์ที่ 13 ม.ค.

