ผู้บริหารซีพีแลนด์ เล่าความประทับใจได้เล่นดนตรีให้ “ร.9” ทอดพระเนตรสืบสานคำสอน”ให้การศึกษา”คน

18.03.17 | 13:50 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการสักการะพระบรมศพ เบื้องหน้าพระบรมโกศ บนพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ซึ่งดำเนินมาเป็นวันที่ 136 ประชาชนจากภูมิภาคต่าง ๆ ของประเทศ ใช้เวลาในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ เดินทางมากราบสักการะพระบรมศพอย่างต่อเนื่องท่ามกลางอากาศที่ค่อนข้างร้อน ขณะที่บริเวณหน้าประตูสรีสุนทร ตั้งอยู่ในพระบรมมหาราชวัง ซึ่งเป็นประตูทางออกของประชาชนหลังกราบสักการะพระบรมศพ การนี้สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้หน่วยทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ฯ นำอาหาร ขนม ของว่าง และน้ำดื่มพระราชทานมาแจกจ่ายให้ประชาชน อาทิ ข้าวเหนียวหมูปิ้ง ข้าวแกงมัสมั่นผัดหมี่ฮ่องกง ข้าวราดไส้กรอกผัดซอสนิวออลลีนส์ นมหนองโพ เฉาก๊วยชากังราว น้ำสมุนไพร และมีน้ำดื่มให้บริการตลอดทั้งวัน รวมถึงให้หน่วยทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ฯ นำบัตรอวยพรภาพวาดฝีพระหัตถ์พระราชทาน สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ปี 2560 มาจำหน่ายให้แก่ประชาชน เพื่อนำรายได้สมทบบริจาคให้โรงพยาบาลศิริราชและช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมภาคใต้

นายสุนทร อรุณานนท์ชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ซี.พี.แลนด์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่าด้วยความซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณหลังร่วมเป็นเจ้าภาพบำเพ็ญกุศลถวายพระบรมศพ ว่าตนเองและครอบครัวมีโอกาสได้ร่วมฟังพระพิธีธรรม 6 ครั้งแล้ว ซึ่งครั้งนี้ได้ร่วมเป็นเจ้าภาพบำเพ็ญกุศลพระบรมศพ จึงได้พาพนักงานของบริษัทในเครือ 250 คนมาพร้อมกัน ทุกคนล้วนต่างมีความจงรักภักดีและปลาบปลื้มเป็นอย่างมาก ในวันที่ไม่มีในหลวงร.9 แล้ว ก็ยังสวดมนต์ถึงพระองค์ทุกวัน ทั้งนี้สิ่งที่ดีที่สุดที่เราจะสานต่อพระราชปณิธานของพระองค์คือการทำความดีช่วยเหลือสังคม เมื่อตนสำเร็จการศึกษาที่ประเทศสหรัฐอเมริกาแล้ว ก็กลับมาพัฒนาเมืองไทยให้เจริญรุดหน้านอกจากประกอบธุรกิจแล้ว ยังรับหน้าที่เป็นอาจารย์พิเศษที่จุฬาลงกรณ์มกาวิทยาลัย ด้วยต้องการส่งเสริมการศึกษาตามที่ในหลวงร. 9 ทรงเป็นห่วง

“ในหลวงรัชกาลที่ 9 เคยมีรับสั่งกับตนว่า คนไทยนั้นใจบุญชอบทำบุญตามวัดวาอารามต่างๆ แต่ด้านการศึกษายังมีไม่มาก พระราชดำรัสครั้งนั้นทำให้ตนจำขึ้นใจและกลายเป็นแรงบันดาลใจในการช่วยเหลือสังคม ชีวิตคนเรามีเพียงเท่านี้ คนดีนั้นสำคัญกว่าคนเก่ง ดังนั้นเราจำเป็นต้องส่งเสริม สำหรับความประทับใจส่วนตัวนั้น สมัยเป็นนักเรียนอายุราว 20 ปี ได้มีโอกาสเข้าเฝ้าฯ ในหลวงร.9 และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ครั้งที่เสด็จเยือนสหรัฐฯ ครั้งนั้นตนได้เล่นดนตรีถวายทั้งสองพระองค์ โดยตนเองเป่าคลาริเน็ต รู้สึกตื่นเต้นมากได้เล่นดนตรีต่อหน้าพระพักตร์ และยังได้รับพระมหากรุณาธิคุณเมื่อในหลวงร. 9 ทรงมาร่วมเล่นดนตรีอย่างไม่ถือพระองค์” นายสุนทรกล่าว

นายสุนทร (กลาง)
นายสุนทร (กลาง)

นางนงนุช เบื้องบน ชาวจ.ระยอง อายุ 40 ปี อาชีพค้าขาย และทำงานจิตอาสาที่มูลนิธิน้อมเกล้าเพื่อแผ่นดิน เปิดเผยว่า ตนได้เดินทางพร้อมตัวแทนมูลนิธิฯ จากจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ อาทิ ลำปาง เชียงราย อุดรธานี นครสวรรรค์ นครศรีธรรมราช เป็นต้น มากราบพระบรมศพในหลวง ร.9 เป็นครั้งแรก รู้สึกปลาบปลื้มและตื้นตันใจเพราะเป็นครั้งแรกที่ได้ใกล้ชิดพระองค์ท่านมากขนาดนี้ ตนรักและคิดถึงพระองค์ทุกวัน ทั้งนี้ ขณะที่อยู่บนพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ตนได้อธิษฐานถึงพระองค์ว่าตนจะเป็นคนดีและจะทำความดีตอบแทนพระองค์ ซึ่งพระองค์ทรงเป็นแบบอย่างในด้านความเสียสละและการอุทิศตนเพื่อส่วนรวม ได้เสด็จฯไปทั่วทุกพื้นที่ของประเทศนำความอุดมสมบูรณ์และความอยู่ดีกินดีไปให้ ทำให้ประชาชนทุกคนได้อยู่เย็นเป็นสุขภายใต้ร่มพระบารมีของพระองค์

“ตนได้ยึดหลักการความประหยัดและพอเพียงในการดำเนินชีวิตทุกด้าน พร้อมปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างให้กับลูก ทั้งนี้ตนมาทำงานจิตอาสาที่มูลนิธิฯ เพราะมูลนิธิฯ ช่วยเหลือผู้ยากไร้ แม้ตนจะไม่ได้ร่ำรวยแต่ก็ขอออกแรงช่วยเหลือเท่าที่จะทำได้เพื่ออุทิศถวายเป็นพระราชกุศลแด่ในหลวง ร.9 ซึ่งช่วงวันที่ 21 เมษายนนี้ จะมีการลงแขกเกี่ยวข้าวที่นครสวรรค์ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีผู้บริจาคให้กับมูลนิธิฯ ซึ่งข้าวที่เกี่ยวได้เหล่านั้นจะมาบรรจุถุงแจกจ่ายให้กับประชาชนที่มากราบพระบรมศพด้วย” นางนงนุชกล่าว

Advertisement
นางนงนุช (ริมซ้าย)
นางนงนุช (ริมซ้าย)

นางสาวเกวลี สกุลสอน อายุ 25 ปี ชาวจังหวัดพังงา ปัจจุบันทำงานอยู่ย่านฝั่งธน กรุงเทพฯ เดินทางมาสักการะพระบรมศพ พร้อมกับครอบครัวอีก 3 คน โดยนางสาวเกวลี กล่าวว่า ได้มาสักการะพระบรมศพเป็นครั้งแรก เพราะเพิ่งจะว่างจากงานการตลาดที่ทำอยู่ซึ่งต้องเดินทางตลอดเวลา โดยได้เดินทางมาถึงสนามหลวงประมาณ 08.00 น. และได้ขึ้นสักการะพระบรมศพ ในเวลา 10.00 น. รู้สึกตื้นตันใจภูมิใจ ที่ครั้งหนึ่งในชีวิตได้มีโอกาสใกล้ชิดในหลวงร.9 เพราะพระองค์ ตลอดระยะเวลากว่า 70 ปีแห่งการครองสิริราชสมบัติ พระองค์ทรงทุ่มเทพระวรกายอย่างมิเคยหยุดพัก แม้จะทรงมีพระอาการประชวรก็ตาม ดังจะเห็นได้จากโครงการในพระราชดำริฯของพระองค์ที่มีมากมาย รู้สึกทึ่งว่าในหลวงร.9 ทรงทำได้อย่างไรตั้งมากมายขนาดนี้ ขนาดตนทำงานเพียงแค่อย่างเดียวบางครั้งก็เหนื่อยจนสายตัวแทบขาด และโครงการในพระราชดำริฯ ของพระองค์นั้นล้วนสามารถนำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้อีกด้วย โดยเฉพาะหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงที่เรียนมาตั้งแต่เด็กจนท่องจำใส่ใจได้เป็นอย่างดีจนถึงทุกวันนี้นั้น ก็ไม่ได้เน้นเพียงแค่เรื่องการเกษตรเพียงอย่างเดียวแต่มันหมายถึงการใช้ชีวิตอย่างพอเพียง ไม่หลงไปกับแสงสีและความฟุ่มเฟือยที่มาทดสอบความแข็งแกร่งของจิตใจ

“ที่บ้านที่จังหวัดสงขลาพวกเราทุกคนได้น้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง โดยเฉพาะหลักการทำเกษตรแบบผสมผสานมาใช้เสมอ เพราะที่ไร่นอกจากจะปลูกสวนปาล์มแล้ว ยังแบ่งพื้นที่ส่วนหนึ่งปลูกผักชนิดอื่น แบ่งพื้นที่ทำเล้าไก่เพื่อเลี้ยงไก่ไข่ ขุดสระเลี้ยงปลา จากนั้นพอทุกอย่างออกผลให้ชื่นใจแล้ว เราจะกันส่วนทีเหลือกินเหลือใช้ในครอบครัว นำไปแบ่งปันให้เพื่อนบ้าน และอีกส่วนก็จะนำไปขายด้วย และส่วนตัวเราเองที่มีอาชีพเป็นสาวออฟฟิศ ซึ่งมักมีสิ่งล่อตาล่อใจเสมอ แต่เราก็ต้องหักห้ามใจ ใช้จ่ายเท่าที่มีไม่สร้างหนี้สิน เพียงเท่านี้ชีวิตก็เป็นสุขแล้ว”นางสาวเกวลี กล่าว

นางสาวเกวลี (ริมซ้าย)
นางสาวเกวลี (ริมซ้าย)