วันที่ 18 มีนาคม 2560 นายประสิทธิ์ พัฒนใหญ่ยิ่ง ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจ.น่าน (ทสจ.) เปิดเผยถึงสถานการณ์แก้ไขปัญหาหมอกควันและไฟป่าในพื้นที่จังหวัดน่าน ระหว่างวันที่ 1มกราคม – 16 มีนาคม 2560 ว่า ผลการตรวจวัดคุณภาพอากาศ ปริมาณฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 10 ไมครอนหรือ พีเอ็ม 10 เฉลี่ย 24 ชั่วโมง โดยเฉลี่ยมีค่าอยู่ระหว่าง 4 – 93 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร พบว่า คุณภาพอากาศดังกล่าวอยู่ในระดับดีถึงระดับปานกลาง ค่าต่ําสุด 4 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร เมื่อวันที่ 6 มกราคม ค่าสูงสุด 93 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร เมื่อวันที่ 8 มีนาคม ขณะที่จุดความร้อน หรือฮ็อตสปอท รวมทั้งสิ้น จํานวน 147 จุด แบ่งเป็นพื้นที่ป่าอนุรักษ์ 67 จุด ป่าสงวนแห่งชาติ 57 จุด พื้นที่เกษตร 3 จุด พื้นที่ริมทางหลวง 7 จุด พื้นที่ชุมชนและอื่นๆ 7 จุด และพื้นที่ สปก. 6 จุด
นายประสิทธิ์ กล่าวว่า ตําบลที่พบจุดความร้อน 5 อันดับ โดยเรียงจากมากที่สุดไปหาน้อย 1. ต.น้ำมวบ อ.เวียงสา จํานวน 15 จุด 2. ต.สถาน อ.นาน้อย 13 จุด 3. ต.เชียงของ อ.นาน้อย 12 จุด 4. ต.นาทะนุง อ.นาหมื่น 12 จุด และ5. ต.ส้าน อ.เวียงสา 11 จุด ส่วนอําเภอที่พบจุดความร้อนจากมากไปน้อย คือ 1. อ.เวียงสา จํานวน 47 จุด 2. อ.นาน้อย 30 จุด 3. อ.นาหมื่น 23 จุด 4. อ.แม่จริม 11 จุด และ5. อ.เฉลิมพระเกียรติ จํานวน 7 จุด สาเหตุที่พบจุดความร้อน ส่วนมากเป็นพื้นที่ด้านใต้ของ จ.น่าน เนื่องจากลุกลามไปตามกระแสลมที่พัดจากทิศใต้ขึ้นไปทางเหนือ แต่สถานการณ์ยังอยู่ระดับปกติ ปริมาณฝุ่นยังไม่เกินมาตรฐาน โดยเฉพาะจุดความร้อนปีนี้คาดว่าจะน้อยกว่าทุกปีที่ผ่านมา การเกิดไฟส่วนใหญ่กระจายอยู่ในพื้นที่ป่า สาเหตุจากเก็บหาของป่าหรือจุดไฟล่าสัตว์ ส่วนการทำเกษตรช่วงนี้ยังไม่ถึงเวลา ข้าวโพดบางพื้นที่ก็ยังเก็บไม่หมด วัสดุที่เป็นเชื้อเพลิงเหลืออยู่น้อยแล้ว เพราะไม่ได้เปิดป่าใหม่แต่ทำเกษตรซ้ำที่เดิม อย่างไรก็ตาม ได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมประชุมเพื่อรับมือ วันจันทร์ที่ 20 มีนาคม 2560 เวลา 10.00 น ณ สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดน่าน

ทสจ.น่าน กล่าวว่า ในพื้นที่การเกษตรที่จะปลูกพืชหลังนาไม่น่าเป็นห่วง เผาน้อยมากจากรณรงค์ไถกลบหรือใช้ปุ๋ยพืชสดต่างๆ พื้นที่เกิดเหตุเป็นป่ามากกว่า ทั้งป่าอนุรักษ์และป่าสงวนแห่งชาติ เป็นป่าเต็งรังเริ่มผลัดใบที่เกิดไฟง่ายในฤดูนี้ตามธรรมชาติ สาเหตุที่สถิติโดยรวมแล้วลดน้อยลงเพราะรณรงค์ร่วมมือกันอย่างเต็มที่ 60 วันอันตราย ลักษณะเกิดไฟป่าด้านใต้และด้านเหนือ จ.น่านจะแตกต่างกัน อ.เวียงสา นาน้อย นาหมื่น ส่วนมากทำการเกษตรแล้วไม่ค่อยทำแนวป้องกันไฟไว้ เมื่อจุดไฟเตรียมพื้นที่เกษตรก็ลุกลามเข้าป่าได้ ช่วงก่อน 60 วันห้ามเผาจะต้องแบ่งโซนการเผาให้ถูกวิธี สำหรับพื้นที่สายเหนือทำการเกษตรแบบไร่หมุนเวียน ถ้าทำกันครอบครัวละ 5 ปี เมื่อครบวงรอบที่ถางก็จะทำแนวกันไฟล้อมไว้ เผาไหม้เฉพาะในจุดที่เขาเผาเท่านั้น เป็นจุดดีของ อ.บ่อเกลือ เฉลิมพระเกียรติ หรือ อ.ปัว จุดความร้อนที่ปรากฏนั้นส่วนใหญ่เกิดที่ 3 อำเภอทางด้านใต้ของ จ.น่าน พื้นที่หนึ่งไหม้หลายรอบ หลังจากดับแล้วก็ไหม้ซ้ำอีก ครั้งละประมาณ 10 – 20 ไร่ ยกเว้นบริเวณบ้านน้ำมวบข้ามฝั่งแม่น้ำน่านไปยังป่าผืนใหญ่ เดินทางเข้าไปดับไฟลำบากและใช้เวลานาน
“เป็นนโยบายให้รายงานข่าวทางแอพพลิเคชั่นไลน์ เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงเรื่องนี้ได้ โดยจุดความร้อนเกิดตรงไหน เครือข่ายชาวบ้านของหน่วยไฟป่าในพื้นที่ก็จะถึงที่เกิดเหตุเร็วกว่า เราสอนวิธีให้ดูไลน์พวกนี้ ส่วนใหญ่เข้าไปสกัดไฟไว้ได้อยู่เพราะไฟทางภาคเหนือหรือประเทศไทยจะเราไม่รุนแรง สามารถดับด้วยแรงคนได้ แม้จะดับไม่ได้ก็ทำแนวป้องกันไฟไว้ได้ ไม่เหมือนทางต่างประเทศที่ไหม้ใต้ดินหรือป่าพลุทางภาคใต้” ทสจ.น่านระบุ และว่า เจ้าหน้าที่พบสัตว์ป่าหนีไฟร้อนออกมาหลายจุด เช่น สุนัขจิ้งจอก เป็นส่วนสำคัญต่อสภาพป่าโดยเฉพาะป่าอนุรักษ์มีความอุดมสมบูรณ์ขึ้นมาก แต่เกิดไฟป่ามากที่สุดในอุทยานแห่งชาติ จึงมีความคิดร่วมกันว่าควรใช้มาตรการปิดป่า ใครจะเข้าไปต้องขออนุญาตก่อน อย่างไรก็ตาม ยังมีคนลักลอบเข้าไปก่อเหตุเพราะทางเข้าหลายจุด
ขณะที่วันเดียวกัน รายงานจากดาวเทียมจีสด้า พบจุดความร้อน 2 จุด ของวันที่ 18 มีนาคม 2560 จ.น่าน เวลา 11.14 น.


