ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับ จำคุก ไมค์ ภาณุพงศ์ 1 เดือน คดี พ.ร.ก.ฉุกเฉิน จัดกิจกรรม ‘วันเฉลิม’ ถูกอุ้มหาย
เมื่อวันที่ 13 มกราคม ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน รายงานความคืบหน้ากรณี ศาลแขวงระยองนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 คดีของ “ไมค์” ภาณุพงศ์ จาดนอก ในเวลา 09.00 น.ที่ผ่านมา ข้อหาฝ่าฝืนข้อกำหนดที่ออกตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน จากการจัดกิจกรรม “ใคร สั่ง อุ้ม? วันเฉลิม” ที่บริเวณหน้าอาคารศูนย์เยาวชน สวนสาธารณะสวนศรีเมือง จังหวัดระยอง เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2563
ศูนย์ทนายฯเผยว่า ที่ห้องพิจารณาคดีที่ 3 มีเพียงผู้รับมอบฉันทะทนายจำเลยเดินทางมาฟังคำพิพากษา ผู้พิพากษาออกนั่งพิจารณาคดีและอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ สรุปใจความได้ดังนี้

ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 14 มิ.ย.2563 จำเลยกับพวกประมาณ 10 คน ได้ร่วมชุมนุมทำกิจกรรมชูป้ายที่มีรูปของ วันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ เดินไปรอบๆ สวนศรีเมือง จังหวัดระยอง เป็นเวลาประมาณ 40 นาที
คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องโจทก์หรือไม่ เห็นว่า ขณะเกิดเหตุเป็นช่วงเวลาที่มีการระบาดของโรคโควิด-19 ซึ่งเป็นโรคระบาดร้ายแรงและแพร่กระจายอย่างกว้างขวางและรวดเร็ว รัฐบาลจึงได้ออกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในทุกเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักร และมีการขยายระยะเวลาเรื่อยมาจนถึงวันเกิดเหตุคดีนี้
และออกข้อกำหนดตามความในมาตรา 9 ของ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ลงวันที่ 25 มี.ค.2563 ห้ามมิให้มีการชุมนุมการทำกิจกรรม หรือการมั่วสุมกัน ณ ที่ใดๆ ในสถานที่แออัดหรือกระทำการดังกล่าวอันเป็นการยุยงให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อย โดยไม่มีข้อยกเว้นว่าหากเป็นการชุมนุมโดยสงบหรือสวมหน้ากากอนามัยเพื่อป้องกันโรคระบาดแล้วจะไม่เป็นความผิดตามกฎหมาย หรือหากการชุมนุมทำกิจกรรมโดยไม่เสี่ยงต่อการแพร่กระจายของเชื้อโรคแล้วจะไม่เป็นความผิดตามกฎหมาย
ข้อกำหนดดังกล่าวออกในช่วงเวลาที่ประเทศอยู่ในภาวะฉุกเฉินอันเนื่องจากเกิดโรคระบาดที่อันตรายร้ายแรงและแพร่กระจายอย่างกว้างขวางและรวดเร็วเป็นอันตรายต่อชีวิต สุขภาพ และอนามัยของประชาชน รัฐบาลจะไม่อนุญาตให้มีการชุมนุมในที่สาธารณะหรือสถานที่ใดๆ โดยเด็ดขาด
- เด็กระยอง ชูป้าย ถามรัฐบาลครบ 10 วันแล้ว “ตาร์ วันเฉลิม” ถูกอุ้มหาย ยังไม่คืบ!
- ตำรวจแจ้ง 2 ข้อหาเยาวชนระยองจัดกิจกรรมชูสามนิ้ว ‘ใคร สั่ง อุ้ม วันเฉลิม’

ดังนั้น กิจกรรมดังกล่าวของจำเลยกับพวกจึงเป็นการร่วมกันชุมนุมในสถานที่สาธารณะซึ่งเป็นสถานที่ที่มีผู้คนพลุกพล่านและเป็นการชุมนุมที่มีพฤติการณ์ยั่วยุให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อย มีลักษณะที่เสี่ยงต่อการแพร่เชื้อโรค ต้องห้ามและเป็นความผิดตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน
ข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบรับฟังได้ว่าจำเลยได้กระทำความผิดตามฟ้องโจทก์ แต่ที่โจทก์มีคำขอให้สั่งห้ามจำเลยออกนอกเคหสถานหรือห้ามเข้าเขตกำหนด หรือห้ามเข้าไปในท้องที่หรือสถานที่ที่กำหนด หรือมีคำสั่งให้จำเลยทำทัณฑ์บน และหากจำเลยไม่ยอมทำทัณฑ์บนหรือหาประกันไม่ได้ให้กักขังจำเลยไว้จนกว่าจะทำทัณฑ์บนหรือหาประกันได้นั้น เนื่องจากปัจจุบันการแพร่ระบาดของโควิด-19 ได้คลี่คลายลง และรัฐบาลมิได้ขยายเวลาให้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินให้มีผลใช้บังคับอีกต่อไป จึงไม่มีความจำเป็นต้องสั่งห้ามจำเลยมิให้กระทำการหรือให้กระทำการตามคำขอของโจทก์ดังกล่าว
ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมายังไม่อาจรับฟังได้ว่าการกระทำของจำเลยเป็นการยุยงให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อยและมีลักษณะที่เสี่ยงต่อการแพร่เชื้อโรค พิพากษายกฟ้องนั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น
พิพากษากลับเป็นว่า จำเลยมีความผิดตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน มาตรา 9 (2) วรรคหนึ่ง และมาตรา 18 จำคุก 1 เดือน ส่วนที่โจทก์มีคำขอให้นับโทษจำคุกของจำเลยต่อจากโทษจำคุกในคดีอื่นนั้น ไม่ปรากฏว่าในคดีดังกล่าวศาลได้มีคำพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย จึงให้ยกคำขอนับโทษต่อ และคำขออื่นของโจทก์นอกจากนี้ให้ยก

