เมื่อวันที่ 20 มีนาคม พล.ต.อ. ชัยยะ ศิริอำพันธ์กุล เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (เลขาธิการ ปปง.) กล่าวว่า จากการที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน(สำนักงาน ปปง.) บูรณาการการทำงานร่วมกับกองบังคับการตำรวจท่องเที่ยว กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในคดีที่เกี่ยวข้องกับคดีทัวร์ศูนย์เหรียญ(บริษัททรานลี่ ทราเวิล จำกัด) ซึ่งเป็นบริษัทนำเที่ยวด้อยคุณภาพ สร้างความเสียหายให้แก่เศรษฐกิจประเทศในเขตพื้นที่จังหวัดภูเก็ต จนนำไปสู่ยึดและอายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับการเป็นสมาชิกอั้งยี่ ตามมาตรา 3 (10) แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 นั้น
พล.ต.อ. ชัยยะ กล่าวอีกว่า ทรัพย์สินดังกล่าวมีเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้ สำนักงาน ปปง. จะต้องจัดหาสถานที่ในการเก็บรักษาทรัพย์สิน และหากเก็บไว้อาจเสื่อมค่าเสื่อมราคาและมีค่าใช้จ่าย ดังนั้นในวันที่ 20 มีนาคม 2560 สำนักงาน ปปง. จึงดำเนินการจัดขายทอดตลาดทรัพย์สินคดีทัวร์ศูนย์เหรียญ (บริษัท ทรานลี่ ทราเวิล จำกัด) จังหวัดภูเก็ต ครั้งที่ 4 ประกอบด้วย รถโดยสารปรับอากาศพิเศษ จำนวน 15 รายการ ณ ห้องประชุมเทศบาลนครภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต สามารถขายได้ทั้งหมดเป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 18,470,000 บาท

เลขาธิการ ปปง. ยังกล่าวอีกว่า สำนักงาน ปปง. ดำเนินการจัดขายทอดตลาดทรัพย์สินคดีทัวร์ศูนย์เหรียญ (บริษัททรานลี่ ทราเวิล จำกัด) จังหวัดภูเก็ต จำนวน 151 รายการ ตั้งแต่เดือนวันที่ 6 กันยายน 2559 ถึงวันที่ 20 มีนาคม 2560 ณ ห้องประชุมเทศบาลนครภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต รวมจำนวน 4 ครั้ง รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 204,894,000 บาท จากราคาเริ่มต้น 157,704,000 ยอดที่ขายได้สูงกว่าราคาเริ่มต้น 47,190,000 บาท คิดเป็นร้อยละ 29.92
เลขาธิการ ปปง. กล่าวเพิ่มเติมว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา สำนักงาน ปปง. ดำเนินการและประสานงานกับทุกหน่วยงานเกี่ยวข้องกับคดีต่างๆ อย่างต่อเนื่องและใกล้ชิด ภายใต้กรอบกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินอย่างเคร่งครัด ดังนั้น ขอให้ประชาชนเชื่อมั่นว่าสำนักงาน ปปง. จะใช้กฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินในการดำเนินการในคดีที่อยู่ในความสนใจของประชาชนอย่างรอบคอบรัดกุม เพื่อมิให้กระทบสิทธิผู้สุจริต บนพื้นฐานของความยุติธรรม เพื่อประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติเป็นสำคัญต่อไป

