หน้าแรก ในประเทศ นักวิชาการ ชี...

นักวิชาการ ชี้ อากาศทำร้ายสุขภาพเด็กรุนแรง ซัด ชัชชาติ ไม่จริงจังแก้ปัญหาฝุ่น เหมือนที่เคยหาเสียง 

24.01.25 | 13:58 น.

นักวิชาการ ชี้ อากาศทำร้ายสุขภาพเด็กรุนแรง ซัด ชัชชาติ ไม่จริงจังแก้ปัญหาฝุ่น เหมือนที่เคยหาเสียง 

เมื่อวันที่ 24 มกราคม นายสมพงษ์ จิตระดับ นักวิชาการด้านการศึกษา เปิดเผยว่า ตนขอพูดในฐานะพลเมืองสูงอายุ ที่เลือกนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ เป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร มองว่าปัจจุบันสภาพอากาศในกทม.กำลังทำร้ายทำลายเด็กอย่างรุนแรงและต่อเนื่อง ซึ่งปัญหานี้เกิดมาหลายปีแล้ว แต่เราไม่ยินดี ยินร้ายกับสภาพภูมิอากาศ สภาพฝุ่น โดยปัญหานี้เรื้อรังและหนักหน่วงขึ้นทุกปี แต่เมื่อเทียบกับนโยบายของนายชัชชาติ ที่เคยหาเสียงไว้กับภาคประชาชนนั้นดูดี แต่เมื่อลงไปสู่การแก้ไขปฏิบัติแทบไม่มีน้ำหนัก และแทบไม่แก้ไขปัญหาเลย

นายสมพงษ์ กล่าวต่อว่า ตนอยู่ในเขตที่ PM 2.5 หนักที่สุด ยังพบว่ามีรถบรรทุก รถควันดำวิ่งเต็มถนน บางพื้นที่ยังมีการขุดเจาะถนน สร้างตึก ซึ่งยังไม่เห็นมีการปิดกั้นฝุ่นหรือกรองอากาศเลย มองว่าปัญหาฝุ่นปีนี้ หนักกว่าปีที่ผ่านมา และจากที่นายชัชชาติ ระบุว่า การแก้ไขปัญหาฝุ่นอย่าใช้อารมณ์ ต้องแก้ปัญหาด้วยวิทยาศาสตร์ ซึ่งตนอยากถามกลับว่า แก้อย่างไร? ทำอะไรบ้าง? ที่ผ่านมาพบเพียงแค่นายชัชชาติ ไปขอข้อมูลจากอาจารย์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.) เท่านั้น อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยเข้าฤดูหนาวมา 1-2 เดือนแล้ว ซึ่งต้องรู้อยู่แล้วว่าควันและฝุ่นจะมา แต่ยังไม่มีการแก้ไขปัญหา

นายสมพงษ์ กล่าวว่า คนกรุงเทพ กำลังเผชิญปัญหา และผู้ว่าราชการกรุงเทพฯ กลับไม่ทำให้คุณภาพชีวิตประชาชนดีขึ้นอย่างที่เคยรับปากไว้ โดยเฉพาะกับเด็กและเยาวชน นอกจากนี้ทางนโยบายของรัฐบาล โดยเฉพาะนายทักษิณ ชินวัตร ผู้ช่วยหาเสียงของพรรคเพื่อไทย ขึ้นเวทีปราศัยบอกเล่านโยบายรัฐบาลทุกเรื่อง แต่ไม่พูดเรื่องปัญหา PM 2.5 ว่าจะรัฐบาลจะแก้ไขอย่างไร

“ขณะนี้เห็นภาพการแก้ไขปัญหาฝุ่น ที่เน้นแก้ไขเป็นจุดๆ แก้ไขเป็นเรื่องๆ ไม่เห็นผลักดันให้เรื่องนี้เป็นวาระแห่งชาติ และหากสังเกตกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการทำร้ายเด็กและครอบครัว เช่น เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ กลับรีบเสนอจนผิดปกติ ทั้งที่ไม่มีการรองรับว่าจะแก้ไขปัญหาสังคมที่ตามมาอย่างไร เช่น ปัญหาที่เด็กอาจจะเข้าไปเล่นการพนันเลย เป็นต้น ในขณะที่ พ.ร.บ.อากาศสะอาด ที่ยื่นเข้าไปในสภาหลายฉบับแล้ว ยังไม่รีบพิจารณา สะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลกำลังเห็นอะไรสำคัญกว่ากัน หรือกฎหมายสมรสเท่าเทียม เป็นกฎหมายที่ทุกคนออกมาชื่นชมและหาผลงาน ซึ่งผมมองว่าเป็นเรื่องดีที่ทุกคนเห็นตรงกัน และออกมาผลักดันให้เกิดความเท่าเทียม แต่กฎหมายอากาศสะอาดที่ค้างมาเป็นปีทำไมไม่คิดช่วยกันผลักดันและแก้ไขบ้าง” นายสมพงษ์ กล่าว

Advertisement

นายสมพงษ์ กล่าวต่อว่า กรุงเทพฯ เจอปัญหาสภาพอากาศปีแล้วปีเล่า แล้วทำไมเราถึงแก้ไขปัญหาไม่ได้ แล้วทำไมประชาชนต้องมาเผชิญสภาพอากาศที่เลวร้ายลงทุกปีๆ กลายเป็นว่าโรงเรียนและเด็ก จะเป็นเหยื่อของระบบปัญหาที่ผู้ใหญ่ไม่ใส่ใจและละเลย เมื่อเจอปัญหามุ่งแก้ปัญหาเป็นปีๆไม่ได้จริงจัง หรือผลักดันให้เป็นวาระแห่งชาติ

“มองว่าเรื่องดังกล่าวไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง หรือกระทรวงใดกระทรวงหนึ่ง ถ้ายังเผชิญปัญหาแบบนี้อยู่ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ต้องพัฒนาการเรียนออนไลน์ ให้เป็นรูปแบบการเรียนรู้ที่มีคุณภาพ มีประสิทธิภาพ ตอบโจทย์แทนการไปโรงเรียนได้แล้ว ไม่ใช่ให้การเรียนออนไลน์เป็นเครื่องมือชั่วครั้งชั่วคราว เพราะต่อไปนี้เด็กอาจจะเผชิญกับภัยพิบัติ น้ำท่วม ฝุ่น โรคระบาด ดังนั้นการพัฒนาระบบเรียนออนไลน์ พัฒนาหลักสูตรให้ตอบโจทย์ชีวิตของเด็ก และให้การเรียนระบบออนไลน์มีประสิทธิภาพ ไม่ต่างจากการเรียนออนไซต์ถือเป็นโจทย์สำคัญ ที่หน่วยงานเที่กี่ยวข้องต้องพิจารณา ทั้งนี้พบว่าที่ผ่านมา กทม.เคยเสนอกฎหมายให้ติดแอร์ไว้ในห้องเรียน แต่กลับถูกปัดตกโดย สก.ไปนั้น มองว่า กทม.ต้องกลับมาทบทวนเรื่องดังกล่าวอีกครั้ง” นายสมพงษ์ กล่าว