“อัจฉริยะ” ร้อง “ป.ป.ท.” เอาผิด ม.157 “จนท.ปปง.” เช็กเส้นเงินผู้ต้องหา แต่ไม่รายงานคณะกรรมการ

22.03.17 | 11:46 น.

“อัจฉริยะ” ร้อง “ป.ป.ท.” เอาผิดม.157 “จนท.ปปง.” หลังตรวจเส้นทางการเงินผู้ต้องหาหลอกขายมือถือ 6,000 ล้านบาท ไม่รายงานผู้บังคับบัญชา

เมื่อเวลา 10.45 น. วันที่ 22 มี.ค. ที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม เดินทางเข้ายื่นหนังสือต่อนายประยงค์ ปรียาจิตต์ เลขาธิการ ป.ป.ท เพื่อร้องทุกข์กล่าวโทษดำเนินคดีอาญากับน.ส.จาริณี อายุ 36 ปี กับพวก เจ้าหน้าที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 เนื่องจากน.ส.จาริณี กับพวก ได้ตรวจสอบพบเส้นทางการเงินของผู้ต้องหาในคดีร่วมกันฉ้อโกงประชาชน ที่มีเงินกว่า 6,000 ล้านบาท แต่หลังจากตรวจพบแล้วกลับไม่รายงานต่อผู้บังคับบัญชาและคณะกรรมการธุรกรรมทางการเงิน ทำให้คณะกรรมการธุรกรรมไม่ได้ดำเนินคดีกับผู้ต้องหาฐานฟอกเงิน

IMG_8026

นายอัจฉริยะ กล่าวว่า สืบเนื่องจากกรณีเมื่อปี 2557 กองบังคับการปราบปรามได้มีการดำเนินคดีกับนายมนัส โชติขัน กับพวก ที่มีพฤติการณ์หลอกขายโทรศัพท์มือถือกับผู้เสียหาย 8 ราย เป็นเงิน 65 ล้านบาท ต่อมาได้ส่งเรื่องไปให้ปปง.ดำเนินการตรวจสอบเส้นทางการเงิน โดยมีน.ส.จาริณี กับพวก เป็นคณะทำงานตรวจสอบเส้นทางการเงินในคดีดังกล่าว ซึ่งจากการตรวจสอบเส้นทางการเงินพบว่ามีการโอนเงินไปให้กับร้านค้าโทรศัทพ์มือถือที่ตั้งอยู่ในห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง เป็นจำนวนกว่า 6,000 ล้านบาท แต่ปรากฎว่าน.ส.จาริณี กับพวก ไม่ได้รายงานผลการตรวจสอบให้กับผู้บังคับบัญชาและคณะกรรมการธุรกรรมได้รับทราบ จึงเป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่ไม่ฟ้องผู้ต้องหาฐานฟอกเงิน ทั้งนี้ การตรวจสอบเส้นทางการเงินมีเพียงแค่บัญชีธนาคารเงินฝาก ธนาคารกสิกรไทย เพียงแห่งเดียว โดยคาดว่ายังมีอีกหลายบัญชีธนาคารที่ยังปกปิดไว้ และไม่ได้รายงานให้กับผู้บังคับบัญชาทราบ และคาดว่าจะมีมูลค่าความเสียหายกว่า 10,000 ล้านบาท

นายอัจฉริยะ กล่าวต่อว่า อีกทั้ง เมื่อดูจากพฤติการณ์ของน.ส.จาริณี กับพวก มีเจตนาไม่สุจริต ตนจึงเดินทางมาร้องทุกข์กล่าวโทษต่อ ป.ป.ท. ในวันนี้ โดยได้นำพยานหลักฐานเป็นคำให้การของน.ส.จาริณี ที่ให้เคยให้การต่อศาลมามอบให้ด้วย

Advertisement

ด้าน นายประยงค์ กล่าวว่า ตนจะรับเรื่องดังกล่าวไว้ โดยขั้นตอนหลังจากนี้ ป.ป.ท. ก็จะทำการตรวจสอบข้อเท็จจริง หากมีมูลก็จะเสนอให้คณะกรรมการ ป.ป.ท. เพื่อพิจารณาตั้งอนุกรรมการไต่สวนข้อเท็จริง และหากพบว่ามีผู้บริหารของ ปปง. เข้าไปเกี่ยวข้องด้วย ก็จะส่งเรื่องไปยังสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ให้ทำการตรวจสอบต่อไป ทั้งนี้ เราจะพิจารณาเรื่องที่เกิดขึ้นให้ละเอียดรอบคอบ และให้ความเป็นธรรมกับทั้งสองฝ่าย ส่วนจะใช้ระยะเวลาเท่าไหร่นั้น ตนยังไม่สามารถตอบได้ต้องขอดูรายละเอียดก่อน